หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

ถามมา...ตอบไว...ThaiPVD
ตอน ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมต่ำกว่าอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนได้หรือไม่

            จากวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้แผ่ขยายลุกลามไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ธุรกิจจำนวนมากต้องประสบปัญหาในการดำเนินงานอย่างมากมาย ข่าวการเลิกจ้างและลดจำนวนพนักงานโดยการปลดลูกจ้างออก หรือให้ลูกจ้างลาออกโดยสมัครใจ มีปรากฏให้เห็นตามสื่อสิ่งพิมพ์และทีวีสาธารณะอย่างต่อเนื่อง นายจ้างบางรายที่ยังคงประกอบธุรกิจต่อก็พยายามประคองตัวโดยลดต้นทุนการผลิต และวิธีการหนึ่งในการลดต้นทุนคือการไม่ขึ้นเงินเดือน งดจ่ายโบนัส รวมถึงการปรับลดเงินเดือนลูกจ้างแต่ละคนลง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายของลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างต้องหาวิธีลดภาระค่าใช้จ่ายและวิธีหนึ่งที่ท่านสมาชิกสอบถามกันเข้ามาคือ ลูกจ้างจะสามารถจ่ายเงินสะสมต่ำกว่าอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนได้หรือไม่

            ขอเรียนว่า ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 บัญญัติไว้ว่า

            มาตรา 10  ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนโดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน ซึ่งการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละสองแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าของค่าจ้าง……………..

            จากบทบัญญัติดังกล่าว แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสม สมทบ ทั้งอัตราต่ำสุดและสูงสุดไว้แต่นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างในอัตราตามที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนภายใต้กรอบของกฎหมาย ดังนั้นลูกจ้างจึงไม่สามารถจ่ายเงินสะสมต่ำกว่าอัตราที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนได้นะครับ  เช่น ข้อบังคับกองทุนกำหนดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนในอัตรา 3 %  ลูกจ้างจะจ่ายเข้าในอัตรา 2 % ไม่ได้แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 2 % ก็ตาม เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากลูกจ้างไม่มีความสามารถในการส่งเงินสะสมตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนก็ควรแจ้งกรรมการกองทุนของบริษัทเพื่อให้พิจารณากำหนดอัตราเงินสะสมในข้อบังคับกองทุนใหม่โดยนำไปจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับกองทุนกับนายทะเบียน เมื่อข้อบังคับได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียนและมีผลใช้บังคับแล้ว ลูกจ้างก็สามารถจ่ายเงินสะสมในอัตราร้อยละ 2 ของค่าจ้างตามข้อบังคับใหม่ได้ทันทีครับ

            ในทางตรงข้าม หากลูกจ้างมีเงินเหลือเยอะจนอยากจะออมมากขึ้น จะขอจ่ายเงินสะสมเกินจากอัตราที่กำหนดในข้อบังคับได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ได้กล่าวข้างต้น

            ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เข้าใจดีว่าทุกคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพราะอาจรู้สึกไม่มั่นคงในการทำงาน  แต่อยากขอเรียนว่า ถ้าเรารู้สึกแบบนั้นก็ยิ่งต้องออมโดยเฉพาะการออมในระยะยาวเพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงชีพในวันข้างหน้า ทั้งการออกจากงานไม่ว่าจะมีงานทำต่อหรือไม่ก็ตาม หรือเกษียณอายุ นอกจากนั้นยังเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวที่ต้องดูแลหากลูกจ้างเสียชีวิตลงหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถทำงานต่อได้แล้ว ดังนั้น หากบริษัทของท่านยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและนายจ้างยังมีความสามารถในการจ่ายเงินสมทบได้อยู่ ก็ถือว่าท่านโชคดีมากจึงควรออมต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตครับ

            ท่านผู้อ่านสามารถค้นหาคำถามที่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสอบถามเข้ามาบ่อยได้ที่ www.ThaiPVD.comภายใต้หัวข้อ “คำถามที่ถูกถามบ่อย” นอกจากนั้น หากท่านมีคำถามเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ท่านสามารถสอบถามถามมา...ตอบไว...ThaiPVDได้ที่ thaipvd@sec.or.thสวัสดีครับ

วันที่อัพเดทล่าสุด 26/11/2558
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th