หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

ถามมา...ตอบไว...ThaiPVD
ตอน
การกำหนดเงื่อนไขในการได้รับเงินสมทบของนายจ้างตามกฎหมายใหม่

            สวัสดีค่ะ ถามมา..ตอบไว Thaipvd ฉบับนี้จะยังคงเป็นการไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพค่ะ ประเด็นที่ยังต้องการคำตอบอีกประการหนึ่งก็คือ แก้ไขกฎหมายแล้ว มีอะไรเปลี่ยนในเรื่องต่อไปนี้หรือไม่

การกำหนดเงื่อนไขในการได้รับเงินสมทบของนายจ้าง

            ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 กฎหมายมีข้อกำหนดว่าในการเขียนข้อบังคับกองทุนอย่างน้อยต้องมีรายการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ชื่อ ที่ตั้งกองทุน วัตถุประสงค์กองทุน วิธีรับสมาชิกและการสิ้นสมาชิกภาพ ข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมการกองทุน การประชุมสมาชิก การจ่ายเงินสะสมเงินสมทบเข้ากองทุน การคำนวณผลประโยชน์ให้แก่สมาชิก ค่าใช้จ่ายของกองทุน รวมทั้งต้องมีข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการจ่ายเงิน ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะเป็นการกำหนดไว้เกี่ยวกับ (1) การจ่ายสะสมและผลประโยชน์เงินสะสมคืนให้แก่สมาชิก ซึ่งข้อบังคับกองทุนต้องกำหนดว่าจะจ่ายเงิน 2 ส่วนดังกล่าวคืนให้แก่สมาชิกเต็มจำนวนและในทุกกรณีเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพจากกองทุน (2) การจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "vesting clause" ซึ่งนายจ้างสามารถกำหนดเงื่อนไขที่สมาชิกจะมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวได้ และนายจ้างส่วนใหญ่นิยมกำหนดเป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับอายุงาน เช่น ทำงานมานานกี่ปีมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์สมทบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ามีอายุงานน้อยลง จะมีสิทธิได้รับเงินเพียงครึ่งเดียว เป็นต้น และ (3) ข้อกำหนดที่เป็นการตัดสิทธิลูกจ้างในการได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์สมทบกรณีลูกจ้างกระทำผิดต่อนายจ้าง  

            อย่างไรก็ดี เนื่องจากมีนายจ้างบางรายกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบไว้อย่างไม่เป็นธรรมต่อสมาชิก เช่น สมาชิกต้องทำงานกับนายจ้างมาแล้วเป็นเวลา 20 หรือ 30 ปีจึงจะมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเขียนข้อกำหนดตัดสิทธิลูกจ้างด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น ขาดงาน 3 วัน ออกจากงานเพราะต้องโทษจำคุก  เป็นต้น เหตุที่มีการเขียนข้อบังคับเช่นนี้ขึ้นก็เพราะกฎหมายกำหนดไว้แต่เพียงว่าข้อบังคับต้องมีรายการอะไรบ้าง โดยมิได้กำหนดว่าเนื้อหาของข้อบังคับควรเป็นอย่างไร หรือเนื้อหาเช่นใดที่ไม่ควรกำหนดไว้ จึงเกิดความไม่ชัดเจนแก่นายทะเบียนว่าจะสามารถปฏิเสธการรับจดทะเบียนข้อบังคับเช่นว่านั้นได้หรือไม่ ดังนั้น เมื่อมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย จึงมีการนำประเด็นดังกล่าวขึ้นพิจารณาด้วย

            พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติเพิ่มเติมในเรื่องข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการจ่ายเงิน ไว้ว่า "ข้อกำหนดนั้นจะต้องไม่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร"  โดยนายทะเบียนมีแนวทางในการพิจารณาว่าข้อกำหนดใดที่ถือว่า "ไม่เป็นการตัดสิทธิลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร" อยู่ 2 ประการ ดังนี้ 
            (1) ข้อกำหนดให้สมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบเต็ม 100% ไม่ควรกำหนดไว้นานเกินกว่า 10 ปี จะใช้เกณฑ์อายุงานหรืออายุสมาชิกก็ได้
            (2) ข้อกำหนดตัดสิทธิสมาชิกเนื่องจากสมาชิกมีความผิด ต้องกำหนดผลของการกระทำผิดดังกล่าวด้วยว่า การกระทำนั่น "เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง"

            ทั้งนี้ หลักทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลักการเดียวกันกับที่นายทะเบียนได้มีการซักซ้อมความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเิติมกฎหมายได้เข้ามาทำให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

            หากท่านผู้อ่านมีคำถามเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถสอบถาม ถามมา...ตอบไว...ThaiPVD ได้ที่ thaipvd@sec.or.th

วันที่อัพเดทล่าสุด 12/02/2553
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th