หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

สรรหามาเล่า
ตอน เราเตรียมพร้อมกับการดูแลตนเองยามเกษียณกันหรือยัง

            สวัสดีค่ะ เมื่อปลายปีที่แล้วเราได้รับทราบผลการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุที่จัดทำโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวได้ประมาณการว่าในปี 2568 หรืออีก 15  ปี ประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 14.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นโดยพบผู้สูงอายุวัยปลายหรือที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 10 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 12 ในปี 2573 ที่น่าห่วงคือ ปัจจุบันพบว่าเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ลูกหลานวัยแรงงานที่ดูแลผู้สูงอายุมีจำนวนลดลงมาก และยังพบว่ามีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึงร้อยละ 7.5  อยู่ลำพังกับสามีหรือภรรยาร้อยละ 17 และอยู่กับหลานในลักษณะครอบครัว ร้อยละ 3.1 ขณะที่อัตราส่วนวัยแรงงานที่มีศักยภาพดูแลมีแนวโน้มลดลงจากเดิม ประมาณไว้ว่า 6 คนดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 1 คน จะลดเหลือ 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี 2573 หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า

            ดูจากผลการวิจัยดังกล่าวแล้ว น่าตกใจไหมคะ เพราะต่อไปประเทศไทยเรากำลังจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพิงตัวเองมากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 ทศวรรษ โครงสร้างประชากรมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกาแม้ประทั่งเอเชีย ประสบปัญหาอย่างเดียวกัน นั่นคือ ปัญหาโครงสร้างระชากรมีสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุเกินสมดุลเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรวัยทำงาน เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้อายุคาดหมายเฉลี่ยสูงขึ้นขณะเดียวกันแต่ละครัวเรือนมีแนวโน้มที่จะมีบุตรน้อยลงอันเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ค่านิยมและการยอมรับของสังคม เช่น ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ต้องการมีบุตรชายไว้สืบสกุล หรือในปัจจุบันมีค่านิยมในการอยู่เป็นโสดมากขึ้น เป็นต้น จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการ support ของประชากรวัยแรงงานอายุ 15-64 ปี ต่อประชากรวัยสูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในทวีปเอเชีย จากปี 2543 อยู่ที่ 10-16 ต่อ 1 คน พอถึงปี 2593 หรือ อีก 50 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 2.7-4.8 คน ต่อ 1 คน ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก สัดส่วนการ support ของประชากรวัยแรงงานต่อประชากรวัยสูงอายุจาก 4 ต่อ 1 มาอยู่ที่ 1.4 ต่อ 1 คน ผลคือ ในภาพรวมแต่ละประเทศ ประชากรวัยทำงานลดลงแต่ต้องรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ปัญหาคือ การพึ่งพิงจะเพิ่มมากขึ้น ประเทศจะไม่มี productivity เพิ่มขึ้น แต่จะกระทบต่องบประมาณของประเทศโดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ

            หันกลับมามองในประเทศไทยกันค่ะ ในอดีต สังคมของเรานิยมอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ในบ้านหลังเดียวกัน ผู้สูงอายุได้รับการดูแลจากลูกหลานเป็นอย่างดี  แต่ในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจบีบรัดมากขึ้น กลายเป็นอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ลูกหลานในต่างจังหวัดต้องมาทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตดูแลตนเองโดยลำพัง หรือในสังคมเมืองมีการแยกครอบครัวมาอยู่ต่างหากจากพ่อแม่   พี่น้อง ซึ่งแต่ละคนมีรายได้เป็นของตัวเองจากการทำงาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมลักษณะนี้ทำให้แต่ละคนต้องพึ่งพิงตนเองมากขึ้นโดยเฉพาะในวัยเกษียณ  ทำให้ต้องถามตัวเองว่า เงินที่มีอยู่หลังจากไม่ได้ทำงานแล้วมีเพียงพอสำหรับการดูแลตัวเองในวัยเกษียณหรือไม่  สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลได้ครอบคลุมหลังเกษียณอายุหรือไม่ ต้องคำนึงถึงค่าครองชีพที่ต้องใช้จ่ายประจำทุกเดือน เงินเฟ้อในแต่ละปีที่ทำให้ค่าของเงินที่มีอยู่ลดลงทุกปีรวมทั้งค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาสูงขึ้นและยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไหร่ โรคภัยไข้เจ็บก็มักจะตามมาเป็นเงาตามตัวซึ่งต้องใช้เงินออมที่มีอยู่มาเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วย

            ดังนั้น  เราจึงต้องเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองก่อนถึงวัยเกษียณว่าเราควรมีเงินจำนวนเท่าใดจึงเพียงพอกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ ซึ่งแตกต่างกัน บางท่านอาจใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย บางท่านอาจต้องการมีความสุขด้วยการเล่นกอล์ฟ ดื่มไวน์ ทานอาหารที่ภัตตาคารเช่นเดียวกับเมื่อยังทำงานอยู่ ซึ่งแน่นอนหากจะอาศัยค่าจ้าง เงินเดือนอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องอาศัยการออม การลงทุนอย่างเหมาะสมด้วย จึงควรต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนว่ามีเครื่องมือหรือช่องทางอะไรบ้าง ผลตอบแทนอยู่ระดับใด มีความเสี่ยงเท่าใด เหมาะกับตนเองหรือไม่ ซึ่งการลงทุนควรต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น จึงต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลาด้วยนะคะ

            ท่านได้ถามตัวเองหรือยังคะว่า ได้เตรียมตัวเพื่อวัยเกษียณพร้อมแล้วหรือยัง อย่าใช้เงินเพลินจนลืมวางแผนยามเกษียณนะคะ เพราะป่านนั้นไม่รู้ว่าจะมีลูกหลานเลี้ยงดูหรือเปล่า สำหรับน้อง ๆ ที่ชอบลาออกจากงาน เปลี่ยนงานกันชุลมุน อย่างที่เค้าเรียกกันว่าเป็น job hopper ถึงวัยหนึ่งก็อาจต้องหาทางลงหลักปักฐานกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่เห็นว่ามีสวัสดิการดีพอสมควร มีการออมเงินให้ลูกจ้าง เพราะหากลาออกบ่อย ๆ จะทำให้เงินออมที่ได้รับจากนายจ้างไม่ได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรืออาจไม่ได้รับเลยหากอายุงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด  ดังนั้นอย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยปราศจากประโยชน์เลยค่ะ

            ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ ขอให้ทุกท่านร่ำรวย ๆ มีเงินใช้หลังเกษียณนะคะ สวัสดีค่ะ

วันที่อัพเดทล่าสุด 04/03/2553
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th