หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

คำถามที่ถูกถามบ่อย

3.

การนำส่งเงินเข้ากองทุน

 

 

3.1

กรณีสมัครเป็นสมาชิกในระหว่างเดือน เงินที่นำส่งเข้ากองทุนจะคำนวณอย่างไร

ตอบ

โดยหลักนายจ้างต้องนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุนต่อเมื่อลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนและมีการจ่ายค่าจ้างให้ในระหว่างที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนอยู่ ทั้งนี้ การนำเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุนในครั้งแรกของการสมัครเข้าเป็นสมาชิก การนำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนให้เป็นไปตามที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด ซึ่งจะกำหนดให้คำนวณจากฐานค่าจ้างเต็มเดือนหรือจากฐานค่าจ้างตามระยะเวลาที่เป็นสมาชิกของกองทุน อย่างไรก็ดี หากข้อบังคับไม่ได้มีการกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้ ให้นายจ้างหักเงินสะสม/สมทบโดยคำนวณจากฐานค่าจ้างตามระยะเวลาที่เป็นสมาชิกของกองทุนเป็นอย่างน้อย
 

3.2

เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพระหว่างเดือน นายจ้างจะต้องนำเงินเข้ากองทุนในวันที่มีการจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายหรือไม่

ตอบ

                                  วันสิ้นสมาชิกภาพ            วันที่จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือน ต.ค.
            |--------------------------------|----------------------------------|
                                                25 ต.ค. 47                            30 ต.ค. 47

ตัวอย่าง: ช่วงระหว่างวันที่ 1 - 25 ต.ค. 47 ลูกจ้างยังเป็นสมาชิกของกองทุนอยู่  ดังนั้น ณ วันที่ 30 ต.ค. 47 ที่นายจ้างมีการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน โดยจำนวนเงินที่จะนำเข้าให้คำนวณจากฐานค่าจ้างตามสัดส่วนของระยะเวลาทำงาน คือ วันที่ 1 - 25 ต.ค. 47 เท่านั้น  
ทั้งนี้ การจ่ายเงินเข้ากองทุนในวันที่ 30 ต.ค. 47 ซึ่งเป็นงวดการจ่ายเงินเดือนตามปกติของนายจ้าง ถึงแม้ว่าลูกจ้างจะไม่มีความเป็นสมาชิกภาพในวันดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้ขัดกับหลักกฎหมายที่ว่านายจ้างต้องนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุนต่อเมื่อลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนและมีการจ่ายค่าจ้างให้ในระหว่างที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนอยู่ เนื่องจากเป็นการจ่ายเงินสะสม/สมทบจากฐานค่าจ้างที่ค้างจ่าย ระหว่างวันที่ 1 - 25 ต.ค. 47
 

3.3

ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมมากกว่าที่นายจ้างจ่ายเงินสมทบได้หรือไม่

ตอบ

มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลีัยงชีพ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 กำหนดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน โดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน ซึ่งการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบจะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2 แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของค่าจ้าง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของลูกจ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมในอัตราที่สูงขึ้นได้ โดยที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น
 

3.4

ลูกจ้างหยุดพักงานชั่วคราวและไม่ได้รับค่าจ้าง ลูกจ้างจะจ่ายเงินสะสม/เงินสมทบเข้ากองทุนแทนนายจ้างได้หรือไม่

ตอบ

ไม่ได้ เนื่องจากการจ่ายเงินสะสมจะหักจากค่าจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง  ดังนั้น เมื่อไม่มีการจ่ายค่าจ้าง จึงไม่สามารถจ่ายเงินเข้ากองทุนได้
 

3.5

บริษัทประสบปัญหาทางการเงินทำให้ไม่สามารถนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนต่อไปได้ หากบริษัทจะขอหยุดการนำส่งเงินสะสม-สมทบชั่วคราว จะทำได้หรือไม่

ตอบ

เนื่องจาก พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดชัดเจนว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุน หากนายจ้างไม่นำส่ง กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องส่งเงินเพิ่มเข้ากองทุนด้วย ดังนั้น นายจ้างจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรณีที่นายจ้างประสบปัญหาการเงิน เบื้องต้นนายจ้างควรพูดคุยกับลูกจ้างให้รับทราบและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้นก่อน เช่น การแก้ไขข้อบังคับกองทุนเพื่อลดเงินสมทบชั่วคราว (ต้องเป็นอัตราที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย) เป็นต้น
 

3.6

นายจ้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเกิน จึงต้องการหยุดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนจนครบจำนวนที่ส่งเกิน ทำได้หรือไม่

ตอบ

ทำได้ โดยอาจถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนล่วงหน้า มิใช่การหยุดส่งเงินสมทบ อย่างไรก็ดี นายจ้างควรแจ้งให้สมาชิกทราบข้อมูลและแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนด้วย เช่น แจ้งให้สมาชิกทราบว่า นายจ้างได้ส่งเงินสมทบเกินเป็นจำนวนเท่าไร จะถือเป็นการนำส่งเงินสมทบล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานเท่าใดเป็นต้น และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามปกติต่อไป
 

3.7

หากมีเงินอุทิศเข้ากองทุน ควรกระจายอย่างไร

ตอบ

กระจายให้ลูกจ้างทุกรายของนายจ้างรายที่ได้รับเงินอุทิศเข้ากองทุน โดยกระจายตามส่วนได้เสียของลูกจ้างแต่ละราย
 

3.8

จะตรวจสอบได้อย่างไรว่า บริษัทมีการนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนให้สมาชิก

ตอบ

สมาชิกตรวจสอบได้จากรายงานแจ้งยอดเงินที่บริษัทจัดการจัดส่งให้ทุก 6 เดือน  หากไม่ได้รับ ขอให้ติดต่อคณะกรรมการกองทุนหรือบริษัทจัดการที่บริหารกองทุนของสมาชิก
 

3.9

สมาชิกต้องการจ่ายเงินสะสมมากกว่าอัตราที่จ่ายอยู่ในปัจจุบันทำได้หรือไม่

ตอบ

สมาชิกจะจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนในอัตราเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของกองทุนนั้นๆ ซึ่งสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ 2-15 % ของค่าจ้าง แต่ไม่เกินอัตราเงินสมทบของนายจ้าง ดังนั้น หากประสงค์จะจ่ายเงินมากกว่าปัจจุบัน ให้ตรวจสอบข้อบังคับของกองทุนว่ากำหนดให้ทำได้หรือไม่ โดยขอดูข้อบังคับกองทุนได้ที่คณะกรรมการกองทุน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
 

3.10

เงินรางวัลประจำปีสามารถนำมาคำนวณจ่ายเป็นเงินสะสมเข้ากองทุนหรือไม่

ตอบ

เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนเป็นเงินที่คำนวณจาก "ค่าจ้าง" ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้เป็นการตอบแทนการทำงานและมีการจ่ายเป็นประจำ เงินรางวัลประจำปีไม่เข้าลักษณะดังกล่าว จึงไม่สามารถนำเข้ากองทุนได้
 

3.11

การนำเงินเข้ากองทุนในกรณีที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงาน (ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติม) มีกำหนดเวลาหรือไม่

ตอบ

การที่นายจ้างมีคำสั่งให้สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพแล้วกลับเข้าทำงาน ทำให้ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติมให้แก่สมาชิกรายนั้น การนำเงินเข้าในกรณีดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับเวลา นายจ้างจึงสามารถตกลงวิธีที่เหมาะสมกับบริษัทจัดการได้เอง
 

3.12

นายจ้างในกองทุนร่วม (Pooled Fund) จ่ายเงินสมทบให้ลูกจ้างในอัตราที่แตกต่างกันได้หรือไม่

ตอบ

นายจ้างในกองทุนร่วมสามารถกำหนดอัตราเงินสมทบที่แตกต่างกันได้โดยกำหนดไว้ในข้อบังคับเฉพาะส่วนของแต่ละนายจ้าง
 

3.13

ต้องการลดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบทำได้หรือไม่

ตอบ

ข้อบังคับกองทุนกำหนดอัตราเงินสะสม/เงินสมทบไว้ ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขอัตราเงินสะสม/สมทบทั้งในอัตราที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงจากเดิม ให้คณะกรรมการกองทุนยื่นขอจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับกองทุนต่อนายทะเบียนกองทุน โดยอัตราดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย
 

3.14

ลูกจ้างนายจ้างในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่จ่ายเงินสะสมเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราเท่าใด  

ตอบ

ดูข้อมูลล่าสุดได้จาก www.thaipvd.com หัวข้อข้อมูลสถิติ 
 

3.15

ก่อนหน้านี้ได้ลาศึกษาต่อ และเมื่อกลับเข้ามาทำงานแล้ว นายจ้างไม่หักเงินส่วนของสมาชิกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ และสมาชิกเพิ่งมาตรวจสอบเจอ ควรทำอย่างไร

ตอบ

กรณีที่ลูกจ้างลาเพื่อศึกษาต่อ  หากข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในระเบียบข้อบังคับการทำงานกำหนดให้มีนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ลาเพื่อศึกษาต่อมีลักษณะเป็นนายจ้าง/ลูกจ้างกันอยู่ตลอดเวลาที่ลานั้นและยังไม่รับเงินออกจากกองทุน  ถือว่ายังคงสถานะเป็นสมาชิกภาพกองทุนอย่างต่อเนื่อง และตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530  กำหนดว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง  นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุน  หากนายจ้างนำส่งเงินเข้ากองทุนล่าช้า นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินเพิ่มให้แก่กองทุนในระหว่างเวลาที่ส่งล่าช้านั้นด้วย 
ดังนั้น จึงต้องดูว่า ระหว่างที่ไปศึกษาต่อหรือกลับมาทำงานแล้ว ลูกจ้างยังคงความเป็นสมาชิกภาพของกองทุนอยู่หรือไม่ และได้รับค่าจ้างหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับค่าจ้าง นายจ้างย่อมไม่ต้องหักเงินสะสม สมทบเข้ากองทุน แต่หากได้รับค่าจ้างและนายจ้างไม่หักไว้ให้ ก็ต้องแจ้งกรรมการกองทุนเพื่อดำเนินการให้นายจ้างจ่ายเงินย้อนหลังให้ ทั้งนี้ ขอให้สอบถามไปยังคณะกรรมการกองทุนเพื่อขอทราบเหตุผลการที่นายจ้างมิได้นำส่งเงินเข้ากองทุน
 

3.16

หลังจากมีการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานแล้ว ทางบริษัทฯ จะนำส่งเงินเข้ากองทุนภายในสามวันทำการ อยากทราบว่ามีกฎหมายกำหนดหรือเปล่า และสามารถส่งเกินกำหนดได้หรือไม่หากมีการตกลงกับบริษัทจัดการไว้

ตอบ

ตามมาตรา 10 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 บัญญัติ “ให้นายจ้างส่งเงินตามวรรคหนึ่งเข้ากองทุนภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง ..”   คำว่า “สามวันทำการ” ในที่นี้หมายถึง สามวันทำการของกิจการนายจ้างนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะประเภทกิจการของนายจ้างเป็นราย ๆ ไป ส่วนกรณีการส่งเงินล่าช้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ส่งล่าช้าให้แก่กองทุนจนกว่าจะครบถ้วน เนื่องจากกฎหมายไม่ได้มีข้อยกเว้นให้นายจ้างส่งล่าช้าเกินกำหนดได้ การอ้างข้อตกลงไว้กับบริษัทจัดการจึงไม่เป็นเหตุให้นายจ้างไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
 

3.17

ค่าล่วงเวลาจะถูกรวมมาเป็นฐาน เพื่อคิดเงินสะสมสมทบเข้ากองทุนหรือไม่

ตอบ

การหักเงินเข้ากองทุนในอัตราที่ตกลงกันไว้ให้คิดจากเงินที่เป็น “ค่าจ้าง”  โดยไม่รวมค่าล่วงเวลา
 

3.18

การหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นต้องคิดจากเงินเดือนหลังหัก ภาษีและประกันสังคม หรือ หักจากเงินเดือนก่อนหักประกันสังคม และภาษี

ตอบ จำนวนเงินที่นำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณหักเงินเข้ากองทุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ตามที่ตกลงกัน  ดังนั้น กรณีนี้จึงคำนวณจากเงินเดือนก่อนหักประกันสังคมและภาษี
 

3.19

พนักงานลาคลอด 3 เดือนโดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพียงแค่ 45 วันตามกฎหมาย  ในเดือนที่เขาไม่ได้รับเงินเดือนก็จะไม่ได้หักเงินเข้ากองทุน หรือในกรณีที่สั่งพักพนักงาน พนักงานลาไปเรียนต่อ หรือพนักงานลาบวช 15 วัน ซึ่งไม่ได้รับเงินเดือน 15 วัน  กรรมการกองทุนแจ้งเฉพาะเงินเดือนที่เขาได้รับและหักเฉพาะส่วนที่เขาได้รับเงินจริงๆ ใช่หรือไม่

ตอบ ในเดือนที่ไม่มีการจ่ายค่าจ้าง หรือมีการจ่ายค่าจ้างไม่เต็มเดือนตามข้อตกลงสภาพการจ้าง นายจ้างไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนทั้งจำนวน หรือนำส่งเท่าที่คำนวณได้ตามสิทธิที่พนักงานได้รับค่าจ้างในเดือนนั้น โดยอาจระบุชื่อแต่ไม่มีเงินนำส่งก็ได้ แต่ควรแจ้งรายการที่ไม่ได้นำส่งตามปกตินี้ให้บริษัทจัดการทราบสาเหตุด้วย
 

3.20

ฝ่ายบุคคลนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุนไม่ครบ ต้องดำเนินการอย่างไร

ตอบ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องนำส่งเงินสะสม/สมทบเข้ากองทุนภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง หากนายจ้างไม่ได้ส่งเงินเข้ากองทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มให้แก่กองทุนในระหว่างที่ส่งล่าช้าในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ส่งเข้ากองทุนล่าช้าด้วย
กรณีที่นายจ้างส่งเงินเข้ากองทุนล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง บริษัทจัดการควรติดตามให้นายจ้างนำส่งเงินดังกล่าวโดยผ่านคณะกรรมการกองทุนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน
สำหรับการการตรวจสอบการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบเข้ากองทุน ในแต่ละงวดนั้น บริษัทจัดการจะตรวจสอบความถูกต้องของการบวกจำนวนเงินนำส่งรายสมาชิกเพื่อให้ได้ยอดรวมของจำนวนเงินนำส่งเข้ากองทุน และตรวจสอบความผิดปกติของเงินนำส่ง และสมาชิกควรตรวจดูจำนวนเงินที่นำส่งเข้ากองทุนในส่วนของตนเองจากสลิปเงินเดือนที่ได้รับ หากมีข้อสงสัยหรือพบว่าไม่ถูกต้องควรสอบถามไปยังคณะกรรมการกองทุนซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพนักงานของบริษัท
 

3.21

ลาออกจากกองทุนโดยไม่ได้ลาออกจากงาน โดยการที่จะกลับเข้าเป็นสมาชิกใหม่ต้องรอ 6 เดือนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน ถามว่าบริษัทต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนย้อนหลังให้กับพนักงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาด้วยหรือไม่

ตอบ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พนักงานไม่มีความเป็นสมาชิกภาพในกองทุน นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนย้อนหลัง อนึ่ง เมื่อสมาชิกลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานและกลับเข้าเป็นสมาชิกกองทุนอีกนั้น สมาชิกจะนำส่งเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนโดยเริ่มต้นใหม่
 

3.22

ถ้านายจ้างจ่ายเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุนก่อนวันจ่ายเงินเดือนลูกจ้าง เพื่อให้ตรงกับวัน trade date ถือว่าผิดกฏกระทรวงฉบับที่ 183 ข้อ 4 หรือไม่ ที่ระบุว่า “ ข้อ 4   เงินที่บริษัทจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้ถือเป็นรายจ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเท่ากับเงินที่บริษัทได้จ่ายสมทบตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุนหรือตามอัตราที่กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง และต้องจ่ายเข้ากองทุนในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับที่มีการจ่ายค่าจ้าง”

ตอบ

มาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 วรรคสาม บัญญัติว่า “ให้นายจ้างส่งเงินตามวรรคหนึ่ง (หมายถึงเงินสะสมและเงินสมทบ) เข้ากองทุนภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้างในกรณีที่นายจ้างส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนล่าช้ากว่าสามวันทำการ ให้นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มให้แก่กองทุนในระหว่างเวลาที่ส่งล่าช้าในอัตราร้อยละห้าต่อเดือนของจำนวนเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ส่งล่าช้านั้น” 
บทบัญญัติข้างต้นจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับที่ 183 ข้อ 4 ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นอ้างอิง คือ ให้นายจ้างนำส่งเงินเข้ากองทุนภายในสามวันนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง  การที่กฎหมายมีบทบัญญัติดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อเร่งรัดให้นายจ้างนำส่งเงินเข้ากองทุนโดยไม่ชักช้า โดยให้นำส่งภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง และมีบทกำหนดโทษในกรณีนำส่งล่าช้าเกินกว่าสามวันทำการ แต่ไม่มีข้อห้ามในกรณีนำส่งเงินเข้ากองทุนก่อนวันจ่ายเงินเดือนลูกจ้างบัญญัติไว้ ดังนั้น การที่นายจ้างจ่ายเงินสะสมและสมทบเข้ากองทุนก่อนวันจ่ายเงินเดือนลูกจ้าง เพื่อให้ตรงกับวัน trade date จึงไม่ถือว่านายจ้างทำผิดมาตรา 10 วรรคสาม และกฎกระทรวงฉบับที่ 183 ข้อ 4 แต่อย่างไร
 

3.23

สมาชิกไม่อยากจ่ายเงินสะสมตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับกองทุนได้หรือไม่
ตอบ อัตราเงินสะสมและเงินสมทบขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในข้อบังคับกองทุน ซึ่งสมาชิกกองทุนและนายจ้างต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น สำหรับอัตราการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง สามารถกำหนดในอัตราเดียวกันหรือมากกว่าอัตราที่ลูกจ้างจ่ายสะสมเข้ากองทุนก็ได้
 

3.24

การเพิ่มเงินสะสมเข้ากองทุนของจะทำให้ผลประโยชน์ทีสมาชิกจะได้รับแตกต่างไปหรือไม่อย่างไร

 ตอบ

ประโยชน์จากการเพิ่มอัตราเงินสะสม นอกจากทำให้สมาชิกได้ออมเงินมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องสมทบเท่ากับอัตราดังกล่าวหรือมากกว่า สมาชิกจึงจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เงินที่จ่ายสะสมเข้ากองทุน สมาชิกสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนดด้วย
 

3.25

บริษัทจะส่งพนักงานไปทำงานในต่างประเทศ โดยพนักงานยังคงเป็นพนักงานของบริษัทไทย และบริษัทไทยได้จ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีเงินเดือนของลูกจ้างในประเทศไทย แต่ได้เรียกเก็บไปยังบริษัทในต่างประเทศ ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ ขอเรียนถามว่านายจ้างไทย และลูกจ้างจะยังคงส่งเงินสะสมสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ต่อไปหรือไม่

ตอบ

กฎหมายกำหนดหน้าที่ในการจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ว่า “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ให้นายจ้างหักเงินของลูกจ้างเพื่อจ่ายสะสมเข้ากองทุน   และให้นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนในอัตราไม่น้อยกว่าที่ลูกจ้างสะสมอีกส่วนหนึ่งด้วย  ทั้งนี้  ให้ดำเนินการภายใน 3 วันนับแต่วันจ่ายค่าจ้าง            
กรณีตามที่ท่านหารือว่าบริษัทจะส่งพนักงานไปทำงานในต่างประเทศ โดยพนักงานยังคงเป็นพนักงานของบริษัทไทย และบริษัทไทยได้จ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีเงินเดือนของลูกจ้างในประเทศไทย  ซึ่งเป็นกรณีนายจ้างยังคงมีการจ่ายค่าจ้างต่อไปตามปกติ  นายจ้างย่อมมีหน้าที่หักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น
 

3.26

ถ้าเงินเดือน 300,000  บาท  สามารถส่งเงินสมทบ จำนวน 3,000 บาทได้หรือไม่ เพราะนายจ้างต้องการสมทบให้กับลูกจ้างไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท

ตอบ

กฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนดให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนในอัตราระหว่าง 2-15% ของค่าจ้าง  และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่าที่ลูกจ้างจ่ายสะสม (นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบมากกว่าก็ได้)  โดยแต่ละกองทุนสามารถกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสมและสมทบไว้ในข้อบังคับกองทุน แต่ต้องไม่น้อยหรือมากกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด   เช่น  อัตราเงินสะสม = ร้อยละ 5 อัตราเงินสมทบ = ร้อยละ 5  (หรือมากกว่า เช่น 6 -15) เป็นต้น
ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 300,000 บาท และนายจ้างต้องการจ่ายเงินสมทบให้ลูกจ้างไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท  หมายความว่า นายจ้างจ่ายเงินสมทบคิดเป็นอัตราร้อยละ 1 ของค่าจ้าง ซึ่งลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมในอัตราร้อยละ 1 ด้วยเช่นเดียวกัน  เพราะนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่าลูกจ้างจ่ายสะสม จึงขัดต่อกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ ร้อยละ 2  
 

3.27

เงินเพิ่มที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนตามมาตรา 17(1) ข้อ (ก) หมายความถึงเงินค่าปรับล่าช้าที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนใช่หรือไม่

ตอบ ถูกต้อง
 

3.28

ค่าจ้างที่จะใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบ ครอบคลุมถึงอะไรบ้าง

ตอบ "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 หมายถึง ค่าจ้างที่จ่ายเป็นประจำให้แก่ลูกจ้าง เช่น เงินเดือน ค่าครองชีพ เงินประจำตำแหน่ง ค่าน้ำมันที่จ่ายเป็นจำนวนเท่ากันทุกเดือน เป็นต้น  อย่างไรก็ดี โดยที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการร่วมกันจัดตั้งโดยสมัครใจระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง  ดังนั้น หากกองทุนจะกำหนดนิยามของ "ค่าจ้าง" ให้หมายถึงเงินเดือนเพียงอย่างเดียว หรือหมายถึงเงินอย่างอื่นด้วยตามที่กล่าวมาข้างต้นก็สามารถกระทำได้ โดยกำหนดในข้อบังคับกองทุนให้ชัดเจน
 

3.29

สามารถนำ "โบนัส" มารวมเป็นค่าจ้าง ได้หรือไม่

ตอบ ไม่ได้ เนื่องจากนิยาม "ค่าจ้าง" ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดว่า ค่าจ้างที่จะใช้เป็นฐานในการคำนวณเพื่อจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนได้ จะต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานและมีการจ่ายเป็นประจำ  ส่วน "โบนัส" ถือเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นรางวัลในการปฏิบัติงาน มิใช่เงินที่นายจ้างจ่ายเป็นการตอบแทนการทำงานเป็นประจำ 
 

3.30

เงินบริจาคเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หมายถึงอะไรได้บ้าง

ตอบ

พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 กำหนดเงินกองทุนว่า ประกอบด้วย เงินที่ลูกจ้างจ่ายสะสมจากค่าจ้าง เงินที่นายจ้างจ่ายสมทบ รวมทั้ง เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และผลประโยชน์อันเกิดจากเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว โดยมิได้บัญญัติคำจำกัดความของเงินอุทิศ (ซึ่งโดยทั่วไปน่าจะเป็นอันเข้าใจได้ว่า คือเงินบริจาค นั่นเอง) ด้วยผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา บริษัทจัดการสามารถนำเงินอุทิศดังกล่าวกระจายให้แก่สมาชิกทุกรายของกองทุน (หรือกระจายให้แก่สมาชิกทุกรายของกองทุนเฉพาะส่วน)โดยไม่สามารถระบุเจาะจงอุทิศให้เฉพาะแก่สมาชิกรายใดรายหนึ่งเพียงบางรายได้  
 

  อ่านต่อหน้า 2
  ข้อควรทราบ :  คำตอบที่แสดงนี้เป็นการตอบตามกฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ในขณะที่มีการตอบคำถามในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ thaipvd@sec.or.th
วันที่อัพเดทล่าสุด 26/11/2558
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th