หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

ลงทุน (เพื่อการเกษียณ) ด้วยการออม
โดย พงศ์พิชญ์ พิณสาย, CAIA, FRM, PRM
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Smart Finance ฉบับเดือนตุลาคม 2557

ระบบตลาดเงินที่มีสถาบันการเงินเป็นตัวกลาง (Financial intermediary) อำนวยความสะดวกผู้ที่ขาดแคลนเงินทุนสามารถทำการกู้ยืมเงินผ่านสถาบันการเงินเพื่อใช้จ่ายเพื่อสินค้าและบริการบางอย่างที่ตนต้องการได้ โดยความสะดวกดังกล่าว เริ่มทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคบางกลุ่มเปลี่ยนไป จากที่เดิมเป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อสินค้าขนาดใหญ่และค่อนข้างมีความจำเป็น เช่นบ้านและรถยนต์ เท่านั้น เริ่มเปลี่ยนเป็นสินค้าอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ จนกระทั่งกู้ยืมเงินสดเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ส่วนตัว

การกู้ยืมผ่านสถาบันการเงิน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญและมีคุณประโยชน์หลายประการ แต่ในอีกแง่หนึ่งนั้นผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่บางส่วนอาจจะคุ้นเคยกับนิสัยการมีอำนาจซื้อโดยไม่ต้องเก็บออมเงินก็ได้ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้อาจจะบั่นทอนนิสัยการออมระยะยาวซึ่งจะส่งผลเสียในอนาคต ดังที่จะกล่าวต่อไป

เมื่อสถาบันการเงินจะพิจารณาปล่อยเงินกู้ให้กับบุคคลทั่วไป ปัยจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงคือความสามารถในการหารายได้ของผู้กู้ ซึ่งมักจะพิจารณาจากแหล่งที่มาและความแน่นอนของรายได้ และช่วงเวลาที่สามารถสร้างรายได้ ซึ่งคืออายุของผู้กู้นั่นเอง ในกรณีที่ผู้กู้อายุไม่มาก การกู้ยืมสามารถทำได้ได้ไม่ยากนัก (โดยพิจารณาปัจจัยด้านอื่นประกอบด้วย) แต่เมื่ออายุมากขึ้น (เท่ากับว่าเหลือเวลาในการทำงานน้อยลง) ศักยภาพในการกู้เงินจึงน้อยลง เมื่อถึงวัยเกษียณอายุการทำงาน บางคนอาจจะพบว่าการกู้เงินโดยที่ปราศจากหลักประกันอาจจะไม่สามารถทำได้เลย

ชีวิตหลังเกษียณของคนจำนวนหนึ่งอาจมีลูกหลานให้พึ่งพา แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นชีวิตที่ต้องพึ่งพิงเงินออมของตัวเอง ซึ่งสังคมสมัยใหม่ แนวโน้มการพึ่งพาตัวเองนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากใครเก็บหอมรอมริบไว้มาก ก็มีโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างสบายหรือที่เรียกว่าเกษียณสุขได้มากกว่าคนที่มีเงินออมน้อย

การที่คนเราจะมีเงินออมมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งจากจำนวนเงินที่ออมและระยะเวลาที่เก็บออม ตลอดจนดอกผลที่ได้จากเงินออม ทั้งนี้มีการศึกษาเรื่องการออมเงินเพื่อการเกษียณโดยใช้ศาสตร์การเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) พบว่าคนส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมการออมแบบ ออมน้อย, ออมช้า และออมไม่เสี่ยง (ผลตอบแทนระยะยาวไม่มาก) ส่งผลให้คนส่วนมากมักมีเงินออมไม่พอที่จะใช้ในยามเกษียณ และเมื่อทำแบบจำลองทางการเงินเพื่อการเกษียณอายุจะพบว่า หากเราต้องการที่จะมีเงินใช้หลังเกษียณที่ 10,000 บาท หลังจากปรับผลของเงินเฟ้อแล้ว โดยที่อายุขัยเฉลี่ยของคนที่อยู่ที่ประมาณ 75 ปี หากเราเริ่มออมเมื่ออายุ 25 เราต้องออมเงินเดือนละประมาณ 5,368 บาทเท่ากันทุกเดือนจนถึงอายุ 60 ปี (สมมติฐานผลตอบแทนจากการออมที่ 5% ต่อปี) แต่ถ้าหากเราเริ่มออมเมื่ออายุ 35 ปี เราจะต้องออมเดือนละประมาณ 7,191 บาท และหากออมเมื่ออายุ 45 ปี จะต้องออมถึงเดือนละ 11,296 เท่ากันทุกเดือน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมากพอสมควร และหากเรามีอายุยืนยาวกว่าที่คาดที่ 75 ปี ก็จะไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย หรือที่เรียกว่า Longevity risk

การออมเงินให้เร็ว และมากเพียงพอเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก การที่คนเข้าสู่วัยชรา แต่ไม่เงินพอใช้จ่ายเป็นเรื่องอาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจ, สังคมและเป็นภาระแก่ภาครัฐในการดูแล ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆจึงมีการสนับสนุนให้เกิดการออม ทั้งในภาคบังคับ และภาคสมัครใจ และมีรูปแบบของการให้ผลประโยชน์หลังการเกษียณอายุที่ต่างกันออกไป

ในกรณีของประเทศไทยมีประชากรที่มีงานทำทั้งสิ้น 39.1 ล้านคน ในจำนวนนี้มีแรงงานในระบบ 14 ล้านคนคิดเป็น 35.81% ของแรงงานทั้งหมด ที่เหลือเป็นแรงงานนอกระบบ (ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันสังคมจากการทำงาน) ซึ่งแรงงานในระบบส่วนใหญ่จะมีการออมภาคบังคับ โดยกรณีของลูกจ้างบริษัทเอกชนจะมีการใส่เงินเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน และเมื่อเกษียณอายุตอนอายุถึง 55 ปี และส่งเงินครบเงื่อนไขก็จะได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่ 3,000 – 7,500 บาท ต่อเดือน ซึ่งโดยหลักการของกองทุนประกันสังคมแม้จะดี แต่ก็มีปัญหาอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกคือมีหลายงานศึกษาหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่ากองทุนประกันสังคมที่จะจ่ายบำนาญชราภาพของไทย เงินจะลดลงเรื่อยๆเนื่องจากมีผู้เกษียณอายุขอรับผลประโยชน์มากขึ้น จนในที่สุดกองทุนจะมีเงินไม่พอจ่ายให้กับผู้เกษียณอายุในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นภาระของภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ประเด็นที่สองคือเงินบำบาญชราภาพที่ 3,000 บาทต่อเดือนเป็นจำนวนที่ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ และหากปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เงิน 3,000 บาทใน 15 ปีข้างหน้า คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเหลือเพียง 1,790 บาทเท่านั้นเอง

ปัญหาแรกเรื่องเงินกองทุนไม่เพียงพอเป็นเรื่องที่แก้ได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทุนประกันสังคมเอง ซึ่งหลายประเทศก็มีปัญหาในรูปแบบเดียวกันกับไทย (แต่บางประเทศเริ่มแก้ปัญหาแล้ว) ส่วนปัญหาที่ 2 เรื่องเงินหลังเกษียณน้อย เป็นปัญหาที่พอแก้ได้หากมีแผนการที่ดี โดยตัวช่วยที่สำคัญที่สุดที่จะแก้ปัญหานี้คือการออมเงินในรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund)

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นเป็นกองทุนบำนาญภาคสมัครใจ (Voluntary scheme) ที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันตั้งขึ้น โดยเงินออมจะมาจากส่วนลูกจ้างส่วนหนึ่งและนายจ้างสบทบอีกส่วนหนึ่ง โดยเงินออมจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี โดยมีเงื่อนไขที่ว่าจะเอาออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อเกษียณอายุหรือมีเหตุจำเป็นเท่านั้น และเงินที่ได้คือเงินออมทั้ง 2 ส่วน (ส่วนที่ออมเอง+ส่วนนายจ้างสมทบ) รวมกับผลตอบแทนที่ได้จากการออมตลอดช่วงระยะเวลาที่อยู่ในกองทุน (จึงไม่เป็นภาระกับภาครัฐเหมือนกรณีกองทุนประกันสังคม) แต่เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมภาคสมัครใจ ดังนั้นจำนวนแรงงานที่ทำการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงมีไม่มาก ณ สิ้นปี 2556 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีสมาชิกประมาณ 2.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 18.6% เมื่อเทียบกับแรงงานในระบบทั้งหมด และหากเทียบกับแรงงานทั้งหมดจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 6.6% เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งของอนาคตประเทศไทย

หากเราเชื่อว่าการออมเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้จะเป็นสิทธิส่วนบุคคลแต่เป็นการยากที่คนทั่วไปจะทำได้อย่างมีวินัยและทำอย่างเป็นแบบแผน ดังนั้นการสนับสนุนให้เกิดการออมภาคบังคับ (Mandatory scheme) ก็เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยเร็ววัน และรูปแบบของการจ่ายผลประโยชน์ก็ควรอิงรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นภาระทางการคลังของภาครัฐในอนาคต

ประเทศไทยเราเคยมีการพูดถึงรูปแบบการออมทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่มีการพูดถึงและพยายามผลักดันกันหลายปี แต่ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งขึ้นได้เสียที

ทุกภาคส่วนกำลังพูดถึงการปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูประบบกองทุนบำนาญก็ควรจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญด้วย เนื่องจากโครงสร้างของประชากรไทยจะค่อยๆก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) เข้าไปทุกที โดยอย่าลืมว่ายิ่งออมช้าเท่าไหร่ ยิ่งต้องออมเป็นจำนวนต่อเดือนมากเท่านั้น จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น หากเราต้องการที่จะมีเงินใช้หลังเกษียณที่ 10,000 บาท และเริ่มออมเมื่ออายุ 25 ต้องออมเงินเดือนละประมาณ 5,368 แต่ถ้าหากเริ่มออมเมื่ออายุ 55 ปี จะต้องถึงออมเดือนละ 31,491บาท!
วันที่อัพเดทล่าสุด 17/11/2557
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th