หน้าแรก | บทบาท ก.ล.ต. | Links | Sitemap | ติดต่อเรา  



Thai PVD Series คลิปวิดีโอเรื่อง
สุขหลังเกษียณ...คุณทำได้
Download : wmv | mp4

สร้างฐานความมั่งคั่งด้วยการออม
โดย Administrator
สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (www.tfpa.or.th)

             ถ้าเปรียบเสาเข็มเป็นฐานของอาคารบ้านเรือน การออมก็เปรียบเสมือนฐานของความมั่งคั่งเช่นเดียวกัน ดังนั้น ถ้าไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง หรือไม่ได้ถูกหวย (รางวัลที่หนึ่ง) คุณไม่มีโอกาสที่จะมั่งคั่งหรือร่ำรวยได้เลยถ้าไม่มีการออมเป็นฐาน

             ลองศึกษาดูประวัติการก่อร่างสร้างตัวที่ผ่านมาของเศรษฐีหรือผู้มีอันจะกิน พบว่าไม่มีใครร่ำรวยขึ้นมาเพราะโชคชะตา เกือบทุกคนจะเริ่มก้าวแรกของความมั่งคั่งด้วยการออมหรือการเก็บหอมรอมริบทีละเล็กละน้อยด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าอยากมั่งคั่งก็ควรเริ่มเก็บออมเสียแต่วันนี้ตามคำกล่าวที่ว่า “ออมก่อนรวยกว่า”

             การออม คือ การยอมเสียสละที่จะไม่ใช้จ่ายในวันนี้ โดยเลือกที่จะเก็บสะสมเงินจำนวนดังกล่าวให้เพิ่มพูนมากขึ้นสำหรับใช้จ่ายในวันหน้า ทำให้ทรัพย์สินและความมั่งคั่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเงินที่ได้จากการออมมีประโยชน์มากมาย ถ้าพิจารณาในภาพใหญ่

            ประเทศที่มีปริมาณเงินออมสูงจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วสามารถนำเงินออมที่มีเป็นทุนในการพัฒนาประเทศ สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน มีการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดี 

            ในทางตรงกันข้ามประเทศที่ไม่มีการออม การพัฒนาประเทศย่อมทำได้อย่างยากลำบาก การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ ในส่วนของบุคคล การออมมีประโยชน์ช่วยให้ชีวิตมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเลือกที่จะซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน หรือ รถยนต์ ในอนาคต เลือกที่จะจัดหาการศึกษาที่ดีให้แก่บุตรหลาน เลือกที่จะมีชีวิตบั้นปลายภายหลังเกษียณอย่างมีความสุข หรือแม้กระทั่งเลือกที่จะสร้างความมั่งคั่งให้เพิ่มพูนจากเงินออมดังกล่าวได้ นอกจากนี้การมีเงินออมยังช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากชีวิตเต็มไปด้วยความเสี่ยงไม่มีใครรู้ว่าในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต 

             คำถามที่มักจะพบเป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับการออมก็คือ ควรจะออมเท่าไหร่ดี และควรจะออมอย่างไร ทั้งนี้ปริมาณการออมที่เหมาะสมอาจจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่หลักที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป (Rule of thumb) ก็คือ ทุกคนควรจะออมอย่างน้อยร้อยละ 10 ของรายได้รวม ซึ่งในความเป็นจริงโดยส่วนใหญ่จะออมได้น้อยกว่านี้ เห็นได้จากคนที่อยู่ในวัยเพิ่งจบการศึกษาและเริ่มต้นทำงานในช่วงแรก เงินเดือนยังไม่สูงมากนัก ในขณะที่รายจ่ายสำหรับเริ่มต้นชีวิตการทำงานจะค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นช่วงที่สามารถหาเงินใช้ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องแบบมือขอเงินจากพ่อแม่อีกแล้ว มีความรู้สึกฮึกเหิม อยากใช้เงินที่เหลือหลังจากแบ่งให้พ่อแม่แล้วเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตัวเองตามสิ่งยั่วยวนที่มีไม่ว่าจะเป็น IPOD MP3 โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา และเสื้อผ้า อย่างเต็มที่ ทำให้เหลือเงินสำหรับการออมจำกัด

             และเมื่อทำงานนานขึ้นเกิดทักษะและความชำนาญในงานที่ทำ มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้รับเงินเดือนสูงขึ้น ในขณะที่รายจ่ายต่างๆ ค่อนข้างคงที่ ความสามารถในการออมน่าที่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานโดยส่วนใหญ่อยู่ในวัยก่อร่างสร้างตัว สร้างครอบครัวต้องการมีทรัพย์สินที่มีมูลค่า เช่น รถยนต์ คอนโด หรือบ้านเป็นของตัวเอง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตประจำวันก็ยังคงอยู่เท่าเดิม การจะได้มาซึ่งทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ต้องกู้ยืมจากสถาบันการเงินอันนำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องผ่อนคืนเงินกู้ดังกล่าวทุกเดือน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการออม ทำให้ปริมาณเงินออมน้อยกว่าที่ควรจะเป็นถึงแม้ว่าเงินเดือนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

             มีประโยคสองประโยคที่อยากจะยกมาอ้างในที่นี้นี้ คือ “เหลือจ่ายค่อยเอาไปเก็บ” กับ “เหลือเก็บค่อยเอาไปใช้” คนโดยส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการออมไม่สามารถออมได้ตามที่ต้องการเนื่องจากมีแนวทางหรือนิสัยการออมแบบ “เหลือจ่ายค่อยเอาไปเก็บ” เพราะท้ายที่สุดแล้วแทบจะไม่เหลือจากที่จ่าย ทำให้แทบจะไม่มีเงินออม 

             แต่ถ้าลองปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อการออมเสียใหม่โดยใช้วิธี “เหลือเก็บค่อยเอาไปใช้” มองว่าการออมเป็นรายจ่ายเพื่ออนาคตที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยทุกครั้งที่มีรายรับเข้ามาให้หักเป็นรายจ่ายสำหรับการออมเพื่ออนาคตของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก (pay yourself first) หลังจากนั้นค่อยเป็น รายจ่ายเพื่อชำระภาระหนี้สิน ที่เรียงลำดับตามภาระของอัตราดอกเบี้ย จากหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สินระยะสั้นได้แก่หนี้สินจากบัตรเครดิต ที่หากชำระล่าช้ากว่ากำหนด นอกจากจะเสียดอกเบี้ยจากยอดค่าใช้จ่ายคงค้างที่สูงแล้ว ยังเสียค่าธรรมเนียมจากการชำระล่าช้าอีกด้วย และหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลดหลั่นลงมา ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้สินระยะยาว เช่น หนี้สินจากเงินกู้ซื้อรถยนต์ หรือบ้านและที่ดิน เป็นต้น  หลังจากนั้นค่อยนำเงินส่วนที่เหลือจากการออมและการชำระหนี้ มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถบรรลุถึงระดับการออมตามที่คุณตั้งใจไว้ได้ และยังช่วยลดรายจ่ายประจำวันบางรายการที่ฟุ่มเฟือยไม่จำเป็นลงได้ เนื่องจากเงินที่เหลือสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละเดือนน้อยลง การใช้จ่ายแต่ละอย่างจึงต้องคิดให้รอบครอบและคุ้มค่ามากขึ้น

             การออมที่จะประสบความสำเร็จผู้ออมนอกจากจะต้องมีวินัยในการออมที่ดี คือ ออมสม่ำเสมอ แล้ว ยังต้องพยายามที่จะลดหรือจำกัดศัตรูที่สำคัญของการออมลงให้ได้มากที่สุดอีกด้วย ศัตรูที่สำคัญตัวแรก คือ ภาระหนี้สิน ซึ่งมีทั้งหนี้สินดีและไม่ดี หนี้สิ้นดี ได้แก่ หนี้สินที่สร้างความมั่งคั่งหรือก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต เช่น หนี้สินจากการกู้ซื้อบ้าน ที่นอกจากจะมีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้เป็นเจ้าของแล้ว มูลค่าของบ้านยังมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกปี หนี้สินที่เกิดจากการซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเดินทางไปทำงาน หรือหนี้สินเพื่อการศึกษาพัฒนาทักษะการทำงานอันจะนำมาซึ่งผลตอบแทนจากการทำงานหรือเงินเดือนในอนาคตที่สูงขึ้น หรือหนี้สิ้นที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อลงทุนทำธุรกิจการค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนการกู้ยืมหรืออัตราดอกเบี้ยทำให้มีรายได้สุทธิเพิ่มสูงขึ้น 

             ส่วนหนี้สินไม่ดี มีลักษณะที่สำคัญ คือ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเพื่อการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์หรือเสื้อผ้าราคาแพง ทานอาหารในภัตราคารหรูหรา ดังนั้น ถ้าสามารถลดภาระหนี้สินโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้สินไม่ดีลงได้มากเท่าไร่ ก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการออมและเงินออมอันจะนำซึ่งความมั่งคั่งได้มากขึ้นเท่านั้น

             อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงการก่อหนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้าน รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ดังนั้น ไม่ผิดที่จะก่อหนี้ (ดี) แต่ควรเรียนรู้ที่จะไม่ก่อหนี้มากเกินความจำเป็นและเกินขีดความสามารถในการชำระคืนหนี้จนอาจนำมาสู่ปัญหาการล้มละลายทางการเงินได้ โดยทั่วไปรายจ่ายสำหรับการชำระหนี้สิ้นรวมในแต่ละเดือนไม่ควรเกินร้อยละ 35 ของรายได้สุทธิในแต่ละเดือน หรือไม่ควรเกินร้อยละ 15 สำหรับรายจ่ายเพื่อชำระหนี้สินที่ไม่รวมการชำระหนี้เงินกู้ซื้อบ้าน

             ศัตรูที่สำคัญอีกตัวของเงินออม คือ เงินเฟ้อ การที่เรายอมเสียสละไม่บริโภคในวันนี้เพื่ออดออมไว้ใช้จ่ายในวันหน้าโดยคาดหวังว่าอำนาจซื้อจะต้องไม่น้อยไปกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้มูลค่าที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อของเงินออมที่มีลดน้อยถอยลงทุกวัน ส่งผลให้ความมั่งคั่งโดยรวมลดต่ำลงตามไปด้วยถ้าไม่มีการบริหารเงินออมที่ดีที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี แนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือการเพิ่มค่าของเงินออมด้วยการลงทุน ซึ่งมีทางเลือกและระดับของความเสี่ยงหลากหลาย

             เนื้อหาทั้งหมดได้กล่าวถึงความหมายและประโยชน์ของการออม แนวทางในการออม และระดับของการออมที่ดี รวมถึงลักษณะของหนี้สินและเงินเฟ้อที่เป็นศัตรูตัวสำคัญของเงินออม ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่งคั่ง และหลังจากที่รู้จักการออมแล้ว ในฉบับหน้าควรที่จะรู้จักแนวทางในการตรวจสอบความมั่งคั่ง รวมถึงการบริหารรายรับรายจ่ายเพื่อสร้างความมั่งคั่งไม่หยุดหย่อนด้วยครับ
วันที่อัพเดทล่าสุด 27/02/2558
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : สำนักงาน ก.ล.ต. | สมาคมบริษัทจัดการลงทุน | สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
333/3 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทรศัพท์ 1207 หรือ 0 2695 9999 โทรสาร 0 2695 9660
ข้อควรทราบ เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ข่าวสารและข้อมูลแก่ผู้สนใจทั่วไป แต่ไม่ถือว่าเป็นการให้คำแนะนำโดยสำนักงาน ก.ล.ต. การนำข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปใช้ประโยชน์ ถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใช้ข้อมูล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคณะผู้จัดทำตั้งใจที่จะปรับปรุงให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
หากท่านเห็นว่าข้อมูลส่วนใดไม่ถูกต้อง โปรดแจ้งคณะผู้จัดทำหรือสอบถามเพิ่มเติมหรือได้ที่ thaipvd@sec.or.th