Home | E-Newsletter | สรรหามาเล่า | โปรแกรมช่วยคำนวณภาษี | FAQ | English

 

ข้อควรรู้สำหรับคณะกรรมการกองทุน

            "สูตร 3C" หัวใจในการคัดเลือกบริษัทจัดการ

            การกำหนดนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับกองทุน

            การติดตามผลการดำเนินงานของกองทุน

            คู่มือคณะกรรมการกองทุน


  "สูตร 3C" หัวใจในการคัดเลือกบริษัทจัดการ


           การคัดเลือกบริษัทจัดการที่จะได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเรื่องสำคัญที่คณะกรรมการกองทุนต้องร่วมกันพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์โดยตรงต่อสมาชิกกองทุนทั้งหมด ดังนั้นหากคุณกำลังทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกองทุนที่กำลังมองหาบริษัทจัดการสำหรับกองทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือสำหรับกองทุนเดิมที่กำลังจะครบกำหนดสัญญา "สูตร 3C" จะเป็นตัวช่วยที่สำคัญของคุณในการพิจารณาคัดเลือก
 
    C ที่ 1 - Criteria กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก

           พิจารณาคุณสมบัติของบริษัทจัดการใน 2 เรื่องหลักด้วยกัน ได้แก่ ความพร้อมของระบบงานและความมั่นคงของบริษัทจัดการ ซึ่งในแต่ละเรื่องคณะกรรมการกองทุนอาจให้น้ำหนักความสำคัญไม่เท่ากันก็ได้

           1. ความพร้อมของระบบงาน

              ดูให้มั่นใจว่า บริษัทจัดการมีระบบงานรองรับการดำเนินงานของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกโดยพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้

              
 ระบบการจัดการลงทุน
                           ขั้นตอนการตัดสินใจลงทุน ตั้งแต่พิจารณาเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนจนถึงการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุน มีคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนหรือไม่ ประกอบด้วยใครบ้าง และมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร ผู้จัดการกองทุนมีการตัดสินใจลงทุนอย่างไร รวมทั้งมีการบันทึกเหตุผลในการลงทุนหรือไม่
                           ข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เช่น บทวิเคราะห์จากฝ่ายวิจัยของบริษัทจัดการหรือบริษัทหลักทรัพย์ งบการเงิน ข้อมูลจากการเยี่ยมชมบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น
                           การจัดสรรหลักทรัพย์ กรณีที่มีหลายกองทุนลงทุนในหลักทรัพย์ตัวเดียวกัน แต่ได้หลักทรัพย์นั้นมาไม่พอ จะจัดสรรหลักทรัพย์ให้แต่ละกองทุนอย่างไร
                           การลงทุนในหลักทรัพย์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีวิธีปฏิบัติอย่างไร มีการขอความยินยอมจากคณะกรรมการกองทุนหรือไม่

                ระบบทะเบียนสมาชิกและการรับ-จ่ายเงินให้สมาชิก
                        
   มีช่องทางที่จะอำนวยความสะดวกในการรับ-จ่ายเงิน
                        
   มีความรวดเร็วในการจ่ายเงิน
                        
   มีระบบฐานข้อมูลและทะเบียนสมาชิกที่ถูกต้องน่าเชื่อถือ

                ระบบการเปิดเผยข้อมูล
                           มีช่องทางต่างๆ ในการเปิดเผยข้อมูล เช่น ส่งทางไปรษณีย์ email หรือลงในเว็บไซต์ มีการเปิดเผยผลการดำเนินงานของกองทุน
                       
    มีรายงานการลงทุนให้คณะกรรมการกองทุนทราบทุกเดือน
                      
    มีรายงานเกี่ยวกับจำนวนเงิน จำนวนหน่วยและมูลค่าต่อหน่วยให้สมาชิกทราบอย่างน้อยทุก 6 เดือน

 
               ระบบควบคุมการปฏิบัติงานภายใน
                        มีหน่วยงานควบคุมการทำงานของส่วนงานต่างๆ ภายในบริษัทเพื่อให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่มี เช่น มีมาตรการป้องกันการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีการป้องกันการฉ้อโกงของพนักงานบริษัท มีขั้นตอนการลงทุนที่ชัดเจน เป็นต้น
            
                ระบบรับเรื่องร้องเรียน
                        บริษัทมีส่วนงานใดเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ใช้เวลาในการดำเนินการแต่ละกรณีนานเพียงไร เป็นต้น

                บริการอื่นๆ
                          การให้ความรู้แก่สมาชิก เช่น การจัดสัมมนาหรือจัดทำเอกสารเผยแพร่
                       
   การให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการบริหารกองทุนแก่คณะกรรมการกองทุน

           2. ความมั่นคงของบริษัทจัดการ

              ดูให้แน่ใจว่า บริษัทจัดการสามารถบริหารกองทุนได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด โดยพิจารณาจาก

                ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
                       
 โดยดูจากงบการเงินหรือรายงานประจำปีของบริษัทจัดการ

                ผู้บริหารของบริษัทจัดการ
                       
 มีประสบการณ์มากน้อยเพียงไร มีนโยบายในการดำเนินงานอย่างไร โดยเฉพาะในด้านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เคยมีประวัติการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่

                ผู้จัดการกองทุน
                       
 เคยบริหารกองทุนประเภทใดบ้างและมีความชำนาญด้านไหน

                การประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
                       
 บริษัทจัดการมีการทำประกันเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีวิธีป้องกันความเสียหายอย่างไร

              อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกองทุนอาจไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักในเรื่องความมั่นคงของบริษัทจัดการมากนัก เนื่องจากทรัพย์สินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถูกเก็บแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทจัดการอยู่แล้ว โดยมีผู้รับฝากทรัพย์สินเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้ ซึ่งหากบริษัทจัดการเกิดมีปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านฐานะการเงินก็จะไม่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินของกองทุน

    C ที่ 2 - Collection of Data รวบรวมข้อมูล

                ค้นหารายชื่อบริษัทจัดการได้จากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
                ขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากบริษัทจัดการที่สนใจ
              
 กรณีที่สนใจเป็นพิเศษ คณะกรรมการกองทุนสามารถขอให้บริษัทจัดการมานำเสนอข้อมูลการให้บริการ รวมทั้งตอบข้อสงสัยได้

    C ที่ 3 - Consideration พิจารณาคัดเลือก

                เปรียบเทียบบริษัทจัดการต่างๆ โดยอาจใช้วิธีให้คะแนน หากคะแนนเท่ากันหรือใกล้เคียงกันก็อาจพิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมผู้สอบบัญชี และค่าธรรมเนียมผู้ปฏิบัติการกองทุน เป็นต้น
                เมื่อตัดสินใจเลือกบริษัทจัดการได้แล้ว ก็จะเป็นการทำสัญญาระหว่างกองทุนกับบริษัทจัดการที่เลือก โดยในการทำสัญญาคณะกรรมการกองทุนก็จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนในเรื่องบทบาทหน้าที่ของบริษัทจัดการ เงื่อนไขการลงทุน การเปิดเผยข้อมูล และเงื่อนไขการยกเลิกสัญญา

กลับไปด้านบน
 

    การกำหนดนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับกองทุน


           เนื่องจากสมาชิกกองทุนมีความหลากหลายทั้งทางด้านอายุ ผลตอบแทนที่ต้องการ และการยอมรับความเสี่ยง คณะกรรมการกองทุนจึงควรกำหนดนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก โดยคณะกรรมการกองทุนควรกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน ดังนี้

           1. จัดทำข้อมูลของกองทุน

                คณะกรรมการกองทุนควรจัดทำข้อมูลรายละเอียดของกองทุนเป็นลายลักษณ์อักษร (customer's profile) โดยมีรายละเอียดหลักๆ ดังนี้
               
 1.1 ประเภทของกองทุน เช่น กองทุนเดี่ยว (ประกอบด้วยนายจ้างรายเดียวหรือมากกว่า 1 ราย) หรือกองทุนร่วม
                1.2 ข้อมูลสมาชิก โ
ดยแบ่งตามช่วงอายุ อัตราการเข้า-ออก ประเภทของการจ้างงาน (ประจำ/รายวัน/ชั่วคราว)

           2. ให้บริษัทจัดการเสนอนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับข้อมูลกองทุน

                 2.1 พิจารณาว่านโยบายการลงทุนที่กำหนดขึ้นเหมาะสมกับข้อมูลกองทุนหรือไม่
                           เช่น หากสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กรมีช่วงอายุ 30 – 40 ปี นั้นแสดงว่าสมาชิกเหล่านั้นมีระยะเวลาอีกมากกว่า 20 ปีที่จะเกษียณอายุ ดังนั้น นโยบายการลงทุนของกองทุนอาจจะต้องกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนได้ในอัตราสูงกว่าตราสารหนี้ ในทางตรงกันข้าม หากสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กรมีช่วงอายุ 50 – 60 ปี นโยบายการลงทุนที่เหมาะสมควรจะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่อาจจะคำนึงเรื่องของการรักษาเงินต้นมากกว่าอัตราผลตอบแทน
                 
2.2 พิจารณาว่ามีการกระจายความเสี่ยง (diversification) หรือไม่
                           คณะกรรมการกองทุนควรพิจารณาให้นโยบายการลงทุนมีการจัดสรรเงินลงทุน (asset allocation) ในประเภทของหลักทรัพย์อย่างเหมาะสม ไม่ให้น้ำหนักการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทใดมากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของบัญชีเงินลงทุนทั้งหมด (portfolio) รวมถึงต้องประเมินภาระที่กองทุนจะต้องจ่ายให้กับสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพในแต่ะละช่วงเวลาที่จะจัดสรรเงินลงทุนด้วย เพื่อให้กองทุนมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายเงินให้กับสมาชิกภาพได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนควรระบุการจัดสรรเงินลงทุนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแนบท้ายสัญญาการจัดการ เพื่อให้บริษัทจัดการลงทุนภายในขอบเขตที่กำหนดและยังใช้เป็นแนวทางติดตามการลงทุนของบริษัทจัดการด้วย
                 
2.3 พิจารณาว่าอัตราส่วนการลงทุนเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่
                           เช่น สัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินของนายจ้าง สัดส่วนการลงทุนในทรัพย์สินของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เป็นต้น

           3. กำหนดตัวชี้วัดผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน (benchmark)

         
คณะกรรมการกองทุนควรหารือร่วมกับบริษัทจัดการ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหรือผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน (benchmark) ที่เหมาะสม และใช้ตัวชี้วัดดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการวัดฝีมือของผู้จัดการกองทุนในการบริหารกองทุน โดยตัวชี้วัดที่เหมาะสมควรสอดคล้องกับนโยบายการลงทุน และหากกองทุนลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ตัวชี้วัดของกองทุนจะต้องเป็น composite benchmark ซึ่งถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ Benchmark ที่สอดคล้องกับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท (asset allocation policy)
 

ประเภทตราสาร

ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (benchmark) 

1. ตราสารทุน

   อัตราผลตอบแทนของดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
     
(SET Index Return)  หรือ
   อัตราผลตอบแทนของดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
     กลุ่ม 50 หลักทรัพย์
(SET 50 Index Return)

2. ตราสารแห่งหนี้
    2.1 ตราสารหนี้ภาครัฐ 

 
 
อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุคงที่ของสมาคมตลาดตราสารหนี้
    ไทย
(ThaiBMA Zero Rate Return “ZRR” Government Bond
    Index)
ที่มีอายุเท่ากับ target durationของกองทุน  หรือ
  อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาล (Total Return of ThaiBMA
    Government Bond Index)
ในกรณีที่ไม่กำหนด target duration
    
ของกองทุน

    2.2 ตราสารหนี้ทั่วไป (ภาครัฐและภาคเอกชน)

   อัตราผลตอบแทนของดัชนีพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุคงที่ของสมาคมตลาด
     ตราสารหนี้ไทย
(ThaiBMA Zero Rate Return “ZRR”  Government
     Bond Index)
ที่มีอายุเท่ากับ target durationของกองทุน  หรือ 
   
อัตราผลตอบแทนของดัชนีตราสารหนี้ (Total Return of ThaiBMA
     Composite Bond Index)
ในกรณีที่ไม่กำหนด target duration
     
ของกองทุน

3. เงินฝากประจำ

    อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพึงได้รับ วงเงิน
      1 ล้านบาท เฉลี่ยของธนาคารกรุงเทพ   ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์
      และ
ธนาคารกรุงไทย


         อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นแล้ว การกำหนดนโยบายการลงทุนของกองทุนก็อาจตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกส่วนใหญ่ได้เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกทางหนึ่งที่อาจตอบสนองความต้องการของสมาชิกแต่ละรายได้ คือ การให้สมาชิกแต่ละรายเลือกนโยบายการลงทุนที่ตนเองต้องการ (Employee's choice) นั่นเอง

กลับไปด้านบน
 

    การติดตามผลการดำเนินงานของกองทุน


          โดยหลักการแล้ว ผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัทจัดการไมได้รับประกันว่าผลการดำเนินงานในอนาคต แต่นับได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบริษัทจัดการได้เป็นอย่างดี ดังนั้น คณะกรรมการจึงควรต้องมีการติดตามข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างใกล้ชิด โดยคณะกรรมการกองทุนควรมีมาตรการ ดังนี้

           1. การติดตามให้บริษัทจัดการลงทุนตามนโยบายที่ตกลงไว้

         
คณะกรรมการกองทุนควรมีขั้นตอนดำเนินการ ดังนี้

              
 1.1 พิจารณาตัวเอง
                         คณะกรรมการกองทุนควรตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทจัดการตามเงื่อนไขต่างๆ ดังนี้
                         (ก) มีการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนหรือไม่ มีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติตามนโยบายการลงทุนหรือไม่ มีการลงทุนผิดอัตราส่วนหรือไม่และสาเหตุที่ผิดเกิดจากอะไร
                         (ข) มีการกระจายความเสี่ยงการลงทุนที่เหมาะสมหรือไม่ (portfolio diversificatio) เช่น ไม่ลงทุนกระจุกตัวในหลักทรัพย์ที่ออกโดยผู้ออกหรือผู้ค้ำประกันรายใดรายหนึ่งมากเกินไป หรืออยู่ในอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป เนื่องจาก ในกรณีที่ภาคอุตสาหกรรมนั้นเกิดปัญหา ก็จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างรุนแรง
                         (ค) ผลตอบแทนจากการลงทุนเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง (risk adjusted return) หรือไม่ โดยคณะกรรมการกองทุนไม่ควรคำนึงถึงแต่ผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงผลตอบแทนเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย
                         (ง) คุณภาพของทรัพย์สินที่กองทุนถืออยู่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลง หรือกรณีที่ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นหรือลดลง

              
 1.2 พิจารณาเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด (benchmark)
                         เช่น นโยบายการลงทุนในตราสารทุน ให้ใช้อัตราผลตอบแทนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเครื่องมือเปรียบเทียบ
ผลการดำเนินงาน นโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ ให้ใช้ดัชนีพันธบัตรของ ThaiBMA เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากนโยบายการลงทุนในทรัพย์สินหลากหลายประเภท ให้ใช้ composite benchmark ในการเปรียบเทียบ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างแท้จริง

                         ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนสามารถค้นหาข้อมูลตัวชี้วัด ได้ดังนี้
                               SET index return หรือ SET 50 index return หาได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
                             
 ThaiBMA Zero Rate Return "ZRR" Government  Bond Index, Total Return of ThaiBMA Government Bond Index และ Total Return of ThaiBMA Composite Bond Index หาได้จาก The Thai Bond Market Association (ThaiBMA)
                             
 อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพึงได้รับ วงเงิน 1 ล้านบาท หาได้จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

              
1.3  พิจารณาเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น  โดยการเปรียบเทียบอาจทำได้ 2 กรณีคือ
                         (ก) เปรียบเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกันของบริษัทจัดการอื่น ซึ่งคณะกรรมการกองทุนอาจสอบถามมูลค่าต่อหน่วยจากเพื่อนคณะกรรมการกองทุนของนายจ้างรายอื่น เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานของบริษัทจัดการ หากมีความแตกต่างให้บริษัทจัดการที่จัดการอยู่มาชี้แจง
 

 

ตัวอย่างการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุน
ภายใต้บริษัทจัดการ A,B,C
นโยบายการลงทุนแบบผสม

 

 

บริษัทจัดการ

มูลค่าต่อหน่วย (บาท)

เปลี่ยนแปลง (%)

 

 

 

ปี 2544

ปี 2545

 

 

 

บริษัทจัดการ A

10

10.65

6.5%

 

 

บริษัทจัดการ B

10

10.55

5.5%

 

 

บริษัทจัดการ C

10

10.75

7.5%

 

 

หมายเหตุ : หากบริษัทจัดการ B กำลังบริหารกองทุนของท่านอยู่ คณะกรรมการกองทุนควรให้บริษัทจัดการ B ชี้แจงถึงอัตราผลตอบแทนที่ได้รับ เพื่อหาสาเหตุว่า การที่อัตราผลตอบแทนต่ำเป็นเพราะความสามารถของบริษัทจัดการหรือมีข้อจำกัดการลงทุนที่แตกต่างจากกองทุนอื่นหรือไม่ เป็นต้น

 


                          (ข) เปรียบเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายแตกต่างกัน ซึ่ง
อาจจัดการภายใต้บริษัทจัดการเดียวกันก็ได้ โดยสอบถามมูลค่าต่อหน่วยกับบริษัทจัดการ เพื่อพิจารณาถึงการปรับปรุงนโยบายการลงทุนในอนาคต
 

 

ตัวอย่างการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุน
ภายใต้บริษัทจัดการ A

 

 

นโยบายการลงทุน

มูลค่าต่อหน่วย (บาท)

เปลี่ยนแปลง (%)

 

 

 

ปี 2544

ปี 2545

 

 

 

กองทุนความเสี่ยงต่ำ

10

10.30

3%

 

 

กองทุนแบบผสม

10

10.50

5%

 

 

กองทุนตราสารทุน

10

11.00

10%

 

 

หมายเหตุ : ในการพิจารณาปรับปรุงนโยบายการลงทุน คณะกรรมการกองทุนควรตระหนักว่า ผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะนำมาซึ่งความเสี่ยงของกองทุนที่สูงขึ้นด้วย

 


              
 1.4 กำหนดมาตรการดำเนินการหากผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในนโยบายการลงทุน
               
เมื่อคณะกรรมการกองทุนพิจารณาการลงทุนของกองทุนตามข้อ 1.1 แล้วพบว่า บริษัทจัดการมีการลงทุนผิดเงื่อนไข เช่น ลงทุนนอกกรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ หรือมีการลงทุนเกินอัตราส่วน คณะกรรมการกองทุนควรดำเนินการ ดังนี้

             
  (ก) กรณีบริษัทจัดการลงทุนนอกกรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
                                 คณะกรรมการกองทุนต้องให้บริษัทจัดการรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรทันที โดยชี้แจงสาเหตุของการลงทุนนอกกรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ และแนวทางแก้ไข เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาว่าจะลงทุนในหลักทรัพย์ดังกล่าวต่อไปหรือไม่ นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนยังต้องตรวจสอบสัญญาการจัดการลงทุนว่าได้ระบุเงื่อนไขการชดเชยค่าเสียหายไว้หรือไม่ ซึ่งหากมีการกำหนดเงื่อนไขการชดเชยไว้ คณะกรรมการกองทุนจะต้องเรียกร้องให้บริษัทจัดการชดเชยค่าเสียหายให้กับกองทุนด้วย
                          
               (ข) กรณีบริษัทจัดการลงทุนเกินอัตราส่วนโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม
                                  โดยที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทจัดการต้องรายงานให้คณะกรรมการกองทุนทราบภายใน 3 วัน เมื่อคณะกรรมการกองทุนทราบรายงาานดังกล่าวแล้ว จะต้องพิจารณาว่าควรจะคงไว้ซึ่งหลักทรัพย์ดังกล่าวต่อไปหรือไม่ หากเหตุผลของการเกินอัตราส่วนมาจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนลดลง โดยเหตุจากกองทุนต้องจ่ายเงินให้กับสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพจำนวนมากที่ออกจากกองทุนในขณะนั้น ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ คณะกรรมการกองทุนก็สามารถให้ดำรงหลักทรัพย์ดังกล่าวต่อไปได้

               (ค) กรณีบริษัทจัดการลงทุนเกินอัตราส่วนโดยเกิดจากการลงทุนเพิ่ม
                                  สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ
                                  (1) กรณีเกินอัตราส่วนจากที่กฎหมายกำหนด กฎหมายกำหนดให้บริษัทจัดการแก้ไขให้เป็นไปตามอัตราส่วนที่กำหนดภายใน 3 วันทำการ และหากแก้ไขไม่ได้ให้รายงานให้สำนักงานทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
                                  (2) กรณีเกินอัตราส่วนจากที่กำหนดในนโยบายการลงทุน คณะกรรมการกองทุนต้องกำหนดให้บริษัทจัดการรายงานให้ทราบถึงสาเหตุของการเกินอัตราส่วน การดำเนินการแก้ไขและมาตรการป้องกันในอนาคต และหากในสัญญาการจัดการระบุเงื่อนไขการชดเชยค่าเสียหายไว้ คณะกรรมการกองทุนต้องเรียกร้องให้บริษัทจัดการชดเชยค่าเสียหายให้แก่กองทุนด้วย

           2. การติดตามให้บริษัทจัดการลงทุนคำนวณราคาทรัพย์สินของกองทุนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง
             
         โดยหลักการแล้ว บริษัทจัดการมีหน้าที่คำนวณราคาทรัพย์สินให้เป็นไปตามประกาศสมาคมบริษัทจัดการลงทุน โดยใช้หลักการประเมินมูลค่าตามราคาตลาด (mark to market) ในบางกรณีบริษัทจัดการอาจเห็นว่าราคาทรัพย์สินที่กำหนดขึ้นตามประกาศสมาคมบริษัทจัดการลงทุนไม่เหมาะสม บริษัทจัดการอาจกำหนดราคาทรัพย์สินขึ้นใหม่ได้ เช่น

         กรณีที่บริษัทจัดการได้รับแจ้งว่า หุ้นกู้ที่กองทุนถืออยู่จะงดจ่ายดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้ไม่มีราคาตลาดของหุ้นกู้และไม่มีราคาที่เสนอจากบริษัทผู้เสนอซื้อเสนอขาย (market maker) ซึ่งหากราคาทรัพย์สินตามประกาศไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง บริษัทจัดการจะกำหนดราคาทรัพย์สินใหม่ และแจ้งให้ผู้รับรองมูลค่าและคณะกรรมการกองทุนเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนจะต้องพิจารณาว่า ราคาทรัพย์สินที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับสมาชิกหรือไม่ เช่น
                     
หากกำหนดราคาต่ำไป อาจทำให้สมาชิกกองทุนและสมาชิกที่ลาออกได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าที่ควรได้รับ ขณะที่สมาชิกใหม่ได้ประโยชน์จากการเข้ากองทุนด้วยราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
                     
 หากกำหนดราคาสูงไป สมาชิกเข้าใหม่อาจเสียประโยชน์จากการเข้ากองทุนด้วยราคาที่สูงเกินไป แต่สมาชิกปัจจุบันและสมาชิกที่ลาออกจะได้ประโยชน์จากมูลค่าที่สูงกว่าความเป็นจริง

                อนึ่ง หากคณะกรรมการกองทุนต้องการตรวจสอบว่า บริษัทจัดการประเมินราคาหลักทรัพย์ที่ไม่มีราคาตลาดด้วยวิธีใด และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในประกาศสมาคมบริษัทจัดการลงทุนหรือไม่ คณะกรรมการกองทุนอาจขอให้บริษัทจัดการเสนอรายงานการประเมินราคาหลักทรัพย์ที่ไม่มีตลาดรองรับ (non-marketable securities) ให้แก่คณะกรรมการกองทุนได้ ซึ่งบริษัทจัดการอาจคิดค่าใช้จ่ายจากการให้บริการส่วนนี้เพิ่มเติม

                อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าคณะกรรมการกองทุนจะไม่ได้ขอให้บริษัทจัดการจัดทำบริการนี้เพิ่มเติม คณะกรรมการกองทุนก็สามารถไว้วาใจได้ในระดับหนึ่งว่า ผู้สอบบัญชีกองทุนจะเป็นผู้ตรวจสอบการประเมินราคาหลักทรัพย์ของกองทุนว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่จะเป็นการสุ่มตรวจสอบปีละครั้งเท่านั้น
 

 หากคณะกรรมการกองทุนมีข้อสงสัยประการใด
ควรรีบติดต่อ
บริษัทจัดการของท่านทันที

กลับไปด้านบน

 


เมนูหลัก 

ปรับปรุงล่าสุด : 16 กันยายน 2551

About us | Site Map | Link | Glossary | Contact Us