|
กองทุนประกันสังคมของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชน
โดยมีสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดูแลและบริหารเงินของกองทุนเพื่อให้เกิดดอกผล
และนำไปจ่ายให้แก่ผู้ประกันตน ความคุ้มครองภายใต้กองทุนประกันสังคมแบ่งเป็น 7 ประเภท คือ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ
และกรณีการว่างงาน
อัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน
|
กรณี
|
รัฐ
|
นายจ้าง
|
ลูกจ้าง
|
|
1.
ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
|
แต่ละฝ่ายสมทบในอัตราร้อยละ
1.5 ของค่าจ้าง
|
|
2.
คลอดบุตร
|
|
3.
ทุพพลภาพ
|
|
4.
ตาย
|
|
5.
สงเคราะห์บุตร
|
ร้อยละ
1 ของค่าจ้าง
|
ร้อยละ
3 ของค่าจ้าง
|
ร้อยละ
3 ของค่าจ้าง
|
|
6. ชราภาพ
|
|
7. ว่างงาน
|
ร้อยละ0.25
ของค่าจ้าง
|
ร้อยละ
0.5 ของค่าจ้าง
|
ร้อยละ0.5
ของค่าจ้าง
|
หมายเหตุ ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ
1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาท
ทั้งนี้
กองทุนประกันสังคมเฉพาะกรณีชราภาพถือได้ว่าเป็นการออมเพื่อเกษียณอายุ
รูปแบบกองทุน
กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนระบบ
defined benefit ซึ่งหมายถึงกองทุนที่กำหนดประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนจะได้รับไว้แน่นอนตายตัวโดยไม่ผันแปรไปตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุน โดยนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม
(ยกเว้นบุคคลประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ครูโรงเรียนเอกชน
ฯลฯ) สำหรับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนจะประกอบด้วยเงินสมทบจากนายจ้างและลูกจ้างซึ่งจ่ายฝ่ายละเท่าๆกัน และรัฐจะจ่ายสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง โดยทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง
นายจ้างจะหักเงินสมทบจากค่าจ้าง และนำส่งเงินสมทบทั้งในส่วนของนายจ้างเองให้แก่สำนักงานประกันสังคมภายใน
15 วันของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบไว้
ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
ประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคมในกรณีชราภาพแบ่งออกเป็น
2 ลักษณะ คือ 1.
บำเหน็จชราภาพ
- เป็นเงินที่จ่ายให้ครั้งเดียวด้วยเหตุที่ผู้ประกันตนชราภาพ
โดยมีเงื่อนไขการเกิดสิทธิคือ (1) ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วน้อยกว่า
180 เดือน (2) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และ
(3) มีอายุครบ 55
ปีบริบูรณ์ โดยผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบต่ำกว่า 12 เดือนจะได้รับบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ
และหากเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ
และผลประโยชน์ตอบแทนตามจำนวนที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดเพิ่มเติมอีกด้วย 2.
บำนาญชราภาพ
- เป็นเงินเลี้ยงชีพรายเดือนตลอดชีวิต โดยมีเงื่อนไขการเกิดสิทธิคือ
(1)
ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า
180 เดือน (2) ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และ
(3) มีอายุครบ 55
ปีบริบูรณ์ โดยจะได้รับบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย
60 เดือนสุดท้าย โดยฐานเงินเดือนต้องไม่น้อยกว่า 1,650 บาทและไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้
อัตราการจ่ายบำนาญชราภาพจะเพิ่มขึ้นร้อยละ
1ต่อทุก 1 ปีที่มีระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน เช่น
จ่ายสมทบครบ 180 เดือนเมื่ออายุ 50 ปี ทำงานต่อไปอีก 10 ปี
เมื่อเกษียณจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15 ของค่าจ้างเป็นร้อยละ 25 ของค่าจ้าง
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคมจะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา
42(25) แห่งประมวลรัษฎากร
จะเห็นได้ว่า
จำนวนเงินที่ผู้ประกันตนจะได้รับจากกองทุนประกันสังคมจะมีจำนวนที่น้อยมาก
จนไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตหลังเกษียณได้ ดังนั้น
หากผู้ประกันตนต้องการมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณที่มีมาตรฐานเท่ากับสมัยทำงาน
ผู้ประกันตนจำเป็นต้องออมเพิ่มเติมผ่านช่องทางการออมแบบอื่นๆด้วย เช่น
ออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
|