Home | E-Newsletter | สรรหามาเล่า | โปรแกรมช่วยคำนวณภาษี | FAQ | English

 

สรรหามาเล่า

 

 

 

 

 

ตอน..หลากหลายวิธีการออมเพื่อเกษียณ                                                                   (3 ม.ค. 50)

 

 

 

 

 

             สวัสดีปีใหม่ 2550 ค่ะเพื่อนสมาชิกสรรหามาเล่าทุกท่าน เรามาต้อนรับปีใหม่กันด้วยสาระเกี่ยวกับการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนพร้อมกันทีเดียว
สี่กองทุนเลยดีไหมคะ มาดูกันค่ะว่ากองทุนไหนเป็นอย่างไร ออกแบบมาเพื่อใครบ้าง

             กองทุนที่มีการจัดตั้งขึ้นเป็นลำดับแรกคือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเริ่มมีการจัดตั้งครั้งแรกตั้งแต่ก่อน 2527 และมีการออกเป็นกฎหมายในปี 2530 เป็นกองทุนที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้น โดยจะจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนในอัตรา 2-15% ของค่าจ้าง ยิ่งออมนานเท่าไร ยิ่งเป็นหลักประกันว่าลูกจ้างจะมีเงินออมไว้ใช้ยามที่ออกจากงานมากเท่านั้น ปัจจุบันมีนายจ้างกว่า 7 พันรายและลูกจ้างราว 1.7 ล้านคนที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 กองทุนค่ะ

             อย่างไรก็ดี ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ราว 13 ล้านคน ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นแบบสมัครใจ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการออมอย่างกว้างขวาง ภาครัฐได้จัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นในปี 2533 เพื่อบังคับให้นายจ้างที่มีการจ้างแรงงานทุกรายต้องเข้าระบบกองทุนประกันสังคมค่ะ

          ภายใต้ระบบกองทุนประกันสังคม มีความคุ้มครองกรณีชราภาพ โดยกรณีดังกล่าวนายจ้างลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนฝ่ายละ 3 % ของ
ค่าจ้าง และเมื่อลูกจ้างลาออก ลูกจ้างที่จ่ายเงินเข้ากองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปีจะได้รับเงินจากกองทุนในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยคิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ปัจจุบันมีนายจ้างกว่า 370,000 ราย และมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนอยู่ราว 8.9 ล้านคน จะเห็นว่ามีจำนวนมากกว่าสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกว่า 7 ล้านคน .. นี่คือความแตกต่างระหว่างระบบบังคับกับระบบสมัครใจค่ะ

              สำหรับข้าราชการ ภาครัฐได้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ขึ้นเมื่อปี 2539 เพื่อนำมาใช้แทนระบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญ
แบบเดิม ภายใต้ระบบกองทุนกบข. ข้าราชการต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือน แล้วนายจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจะจ่ายสมทบให้อีกในอัตราเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้เกษียณจะได้รับเงินจากกองทุนตามจำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุนและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว ปัจจุบันมีข้าราชการที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน กบข. ราว 1.2 ล้านคน

              สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นเจ้าของกิจการซึ่งเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้างในตัวเองและไม่เข้ากับระบบกองทุนทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น
คนกลุ่มนี้รวมแล้วมีอยู่ราวๆ 6.7 ล้านคนค่ะ มีอยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียวใช่ไหมคะ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) หรือที่รู้จักกันในนาม RMF เพื่อเป็นช่องทางให้ใครก็ตามที่ต้องการออมเงินระยะยาวให้นำเงินมาลงทุนใน RMF ได้ ทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณแบบอื่นๆ หรือมีสวัสดิการแล้ว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. แต่ยังมีความสามารถในการออมเพิ่ม

           การออมผ่านกองทุนทั้งสี่รูปแบบที่กล่าวมานี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยกันทั้งนั้นค่ะ เพราะรัฐสนับสนุนให้ทุกคนมีการออมเงินระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้ตอนที่ไม่มีรายได้จากการทำงาน

              ในอนาคตยังจะมีการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. ขึ้นมาอีกประเภทหนึ่งค่ะ และเมื่อโครงการมีความชัดเจนระดับหนึ่ง
สรรหามาเล่าจะนำรายละเอียดมาเล่าให้ฟัง อย่าลืมติดตามอ่านสรรหามาเล่าฉบับต่อๆไปนะคะ สวัสดีค่ะ
              

 

 

bar06_blue.gif

 

 

คอลัมน์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผู้ที่สนใจ

 

bar06_blue.gif

 

About us | Site Map | Link | Glossary | Contact Us