Home | E-Newsletter | สรรหามาเล่า | โปรแกรมช่วยคำนวณภาษี | FAQ | English

 

สรรหามาเล่า

 

 

 

 

 

ตอน..เรื่องของคนชอบออม                                                                                       (18 พ.ค. 50)

 

 

 

 

 

          สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งกับสาระดีๆที่สรรหามาเล่านำมาฝากเป็นประจำนะคะ  อ่านแล้วคิดเห็นเป็นอย่างไร อย่าลืมแสดงความคิดเห็นหรือเขียนติชมเข้ามาทาง thaipvd@sec.or.th นะคะ ทีมงานผู้เขียนสรรหามาเล่ายินดีรับฟังทุกความเห็นและจะนำมาปรับปรุงให้ตรงกับความต้องการของท่านมากที่สุดค่ะ

          สำหรับสรรหามาเล่าฉบับนี้ จะขอนำเรื่องของคนชอบออมมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ท่านคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า การออมเงินผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเปรียบเสมือนออม 1 แต่ได้ถึง 2 ซึ่งหมายความว่าทุก 1 บาทที่ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุน นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบให้อีกเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินสะสมของลูกจ้าง   ดังนั้น ถ้าลูกจ้างออมเดือนละ 100 บาท นายจ้างจะสมทบให้อีก 100 บาท  ถ้าลูกจ้างออมเดือนละ 1,000 บาท นายจ้างก็จะสมทบให้อีก 1,000 บาทเช่นเดียวกัน ฟังดูน่าสนใจมากเลยใช่ไหมคะ เพราะหากจะเปรียบเทียบกับการลงทุน ก็ดูเหมือนจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 100 % ยังไงยังงั้นเลย

          แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเลือกสะสมเงินเข้ากองทุนได้มากเท่าที่ใจต้องการหรอกนะคะ เพราะกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนดให้จ่ายเงินสะสมได้เพียงไม่เกินร้อยละ 2-15 ของค่าจ้าง  และแต่ละบริษัทก็จะกำหนดอัตราเงินสะสมของลูกจ้างไว้ในข้อบังคับกองทุนในอัตราที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะแบ่งตามอายุงานค่ะ เช่น

อายุงาน 

อัตราเงินสะสม

 น้อยกว่า 1 ปี
1- 3 ปี
3 ปี ขึ้นไป

ร้อยละ 2
ร้อยละ 2-5
ร้อยละ 2-10 

          จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า สมาชิกที่มีอายุงานตามที่กำหนดไว้เท่านั้นจึงจะสามารถจ่ายเงินสะสมในอัตราที่เพิ่มขึ้นได้

          การที่สมาชิกสามารถจ่ายเงินสะสมได้มากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างที่อธิบายข้างต้นก็คือ  นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่น ทำงานมาแล้ว 5 ปี เคยเลือกจ่ายเงินสะสมในอัตราร้อยละ 2 ของค่าจ้าง ถ้าตกลงใจว่าจะเปลี่ยนเป็นสะสมเพิ่มเป็นร้อยละ 5 ของค่าจ้าง แน่นอนว่าในกรณีนี้นายจ้างก็จะช่วยสมทบให้อีกร้อยละ 5 เช่นเดียวกัน แม้จะดูเหมือนว่านายจ้างสมทบให้ 100 % เท่าเดิม แต่ในแง่จำนวนเงินแล้วย่อมมากกว่ากันใช่ไหมคะ

         เหตุที่นายจ้างส่วนใหญ่กำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ไว้ในข้อบังคับกองทุน ก็เพราะต้องการจะให้ประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานที่ทำงานกับนายจ้างมาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งนั่นเอง ซึ่งเป็นการให้ประโยชน์ตอบแทนพิเศษในรูปเงินสมทบเข้ากองทุนนอกเหนือจากการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างจึงมักจะกำหนดให้พนักงานที่มีอายุงานนานกว่าสามารถจ่ายเงินสะสมได้มากกว่า หากท่านเป็นพนักงานที่ร่วมมือร่วมใจทำงานให้กับนายจ้างด้วยดีมาตลอด  มีทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำ และร่วมงานกับนายจ้างมาเป็นเวลานาน ก็สมควรแล้วที่ท่านจะได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

          อย่างไรก็ดี ขอหมายเหตุไว้นิดนึงว่า ตอนที่ท่านสิ้นสมาชิกภาพจากกองทุน ท่านจะได้รับเงินที่จ่ายสะสมและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเต็มจำนวนในทุกกรณี แต่ท่านจะได้รับในส่วนที่นายจ้างสมทบให้เป็นจำนวนเท่าใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนของท่านด้วย ซึ่งแน่นอนนายจ้างมักจะกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนโดยให้พนักงานที่มีอายุงานนานกว่ามีสิทธิได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบในอัตราที่มากกว่าด้วย

          ลองตรวจสอบข้อบังคับกองทุนของท่านนะคะ  ดูว่านายจ้างเขาเปิดทางให้พนักงานจ่ายเงินสะสมในอัตราเท่าใด และท่านเข้าข่ายที่จะเพิ่มอัตราเงินสะสมได้หรือยัง  เช่น มีอายุงานถึงเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว หากข้อบังคับเปิดให้ทำได้ ก็น่าจะพิจารณาใช้สิทธิตรงนี้ดูนะคะ อย่าลืมว่า หากสมาชิกสะสมมาก นายจ้างก็สมทบให้มากด้วยเช่นกัน

            ทีนี้คุณคงเห็นแล้วใช่ไหมคะว่า คนชอบออมดีอย่างไร... แล้วพบกันใหม่ สวัสดีค่ะ
 

 

 

bar06_blue.gif

 

 

คอลัมน์นี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและผู้ที่สนใจ

 

bar06_blue.gif

 

About us | Site Map | Link | Glossary | Contact Us