บทความ

กรณีศึกษา: ไขคำตอบกลไก PVD ช่วยให้ออมต่อเนื่องรองรับการเกษียณ แม้เผชิญวิกฤต

SHARE

14 พฤษภาคม 2563

นางศิษฏศรี นาคะศิริ
ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับธุรกิจออกแบบการลงทุนและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้ว่าภาครัฐจะพยายามประคับประคองสถานการณ์ รวมทั้งออกมาตรการในเชิงรุกเพื่อพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องยอมรับว่า “วิกฤตโควิด” ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน สวัสดิการ และเงินเดือน

การวิจัยของ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า วิกฤตโควิดอาจส่งผลให้เกิดการว่างงานในประเทศไทยมากถึง 3-5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการว่างงานประมาณ 8-13% ของแรงงานปัจจุบัน ซึ่งมากกว่าการว่างงานในวิกฤติต้มยำกุ้ง และในวิกฤติการเงินโลกปี 2551-2552 เนื่องจากมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมทั้งมีการหยุดชะงักฉับพลัน (sudden stop) ของหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ซึ่งเป็นกลไกการออมรองรับการเกษียณที่สำคัญสำหรับลูกจ้างก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างและนายจ้าง กระทรวงการคลังจึงออกประกาศให้ลูกจ้างหรือนายจ้างที่ได้รับผลกระทบด้านฐานะการเงินจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 สามารถหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราวได้ตั้งแต่งวดนำส่งเงินปัจจุบันจนถึงงวดนำส่งเงินของเดือนธันวาคม 2563 ในกรณีที่นายจ้างหยุดหรือเลื่อนการนำส่งเงินสมทบ แต่ลูกจ้างยังสามารถส่งเงินสะสมต่อเนื่องได้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2563 มีนายจ้างถอนตัวจากกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เนื่องจากประสบกับวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะการยกเลิกกองทุนทําให้เป้าหมายการออมรองรับการเกษียณของลูกจ้างยิ่งห่างไกลออกไป

ก.ล.ต. จึงได้มีหนังสือถึงสมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ และบริษัทจัดการลงทุนที่บริหารกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพื่อให้ทราบประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว พร้อมกําชับให้บริษัทจัดการลงทุนแนะนําให้นายจ้างและคณะกรรมการกองทุนที่เลื่อนหรือหยุดส่งเงิน ดูแลและสื่อสารให้สมาชิกเข้าใจเหตุผลความจําเป็นในการเลื่อนหรือหยุดส่งเงินและกลับมาส่งเงินโดยเร็วเมื่อมีความพร้อม เพื่อให้ลูกจ้างมีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพียงพอใช้จ่ายภายหลังการเกษียณ สําหรับนายจ้างที่ถอนตัวไปแล้ว ยังได้กําชับให้บริษัทจัดการดําเนินการให้สมาชิกได้รับเงินถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กําหนดด้วย

จากการศึกษาแนวทางของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในต่างประเทศพบว่า บางประเทศมีกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและสามารถรองรับกรณีที่เกิดสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น กีวีเซฟเวอร์ (KiwiSaver) ประเทศนิวซีแลนด์ ที่เปิดให้สมาชิกหยุดส่งเงินสะสมได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องลาออกจากกองทุน และสามารถกลับเข้ามาส่งเงินสะสมต่อได้เมื่อมีความพร้อม ช่วยให้สมาชิกสามารถออมเงินอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเปิดให้สมาชิกสามารถเบิกเงินออกมาใช้ได้ในยามจำเป็น

กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นนี้ทำให้กีวีเซฟเวอร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีประชากรวัยทำงานกว่า 87% เข้าเป็นสมาชิก ซึ่ง National Research and Evaluation Unit ประเทศนิวซีแลนด์ สำรวจพบว่า การเปิดให้สามารถหยุดส่งเงินสะสมได้เมื่อมีความจำเป็น เป็นเหตุผลอันดับต้น ๆ ในการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกกีวีเซฟเวอร์ ขณะที่การได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐและการได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง เป็นเหตุผลรองลงมา

สําหรับประเทศไทย ที่กําลังจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ในปี 2564ธนาคารโลกให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนากองทุนสํารองเลี้ยงชีพของประเทศไทยไว้ในการประเมิน Financial Sector Assessment Program (FSAP)เมื่อปี 2562ว่า ไทยยังขาดการเตรียมความพร้อมทางการเงินรองรับการเกษียณอยู่มาก สะท้อนได้จากจํานวนผู้ออมและความเพียงพอของเงินออม ส่วนหนึ่งเกิดจากคนไม่กล้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ เพราะกังวลกับปัญหาสภาพคล่องที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกันนี้ ธนาคารโลกให้ความเห็นว่า การเปิดให้สมาชิกมีทางเลือกและความยืดหยุ่นในการจัดการสภาพคล่องเมื่อจําเป็นมีส่วนสําคัญที่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้เข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสํารองเลี้ยงชีพได้มากขึ้น

ผู้เขียนเชื่อว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าร่วมมือกันสนับสนุนให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นทางเลือกในการออมเพื่อการเกษียณ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ดียิ่งขึ้นต่อไป


ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

บทความอื่น ๆ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: หนึ่งในกลไกสำคัญสร้างความมั่นคงระบบบำนาญไทย

เมื่อไม่นานมานี้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยของไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับการเกษียณอายุ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อบริบทของไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด 

เงินคงค้างของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เพื่อนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (provident fund: PVD) คงทราบกันดีว่าการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมระยะยาวสำหรับลูกจ้างเพื่อสำรองไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ในแต่ละปีมีสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพไม่ว่าจะด้วยการลาออกจากกองทุน ออกจากงาน หรือเกษียณอายุ แต่กลับไม่มารับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ตัวเองเก็บออมไว้ จนกลายเป็น “เงินคงค้าง”

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับการปรับตัวในช่วง COVID-19

ปี 2564 ได้ล่วงผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เพื่อนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) หลายท่านอาจเริ่มหันกลับมาทบทวนการออมเงินและการลงทุนของตัวเองว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้และเข้าใกล้เป้าหมายการเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุมากน้อยแค่ไหน 


ดูทั้งหมด