บทความ

ประโยชน์และบทบาทหน้าที่ในการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

SHARE


ผศ.ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่านายจ้างของแต่ละองค์กรหรือบริษัท มีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะสร้างความมั่นคงให้กับลูกจ้าง ด้วยการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่พนักงาน แต่ในปี 2563 จำนวนนายจ้างที่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเพียง 20,943 รายเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนบริษัทภายในประเทศทั้งหมดที่มีถึง 765,775 ราย และจำนวนของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นมีเพียง 3,193,799 ราย หรือคิดเป็น 20.6% ของจำนวนลูกจ้างในระบบทั้งหมด

ในอดีต ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการที่จะบังคับให้นายจ้างทุกรายจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาครัฐจึงเล็งเห็นความสำคัญและได้ออกกฎหมายเพื่อให้นายจ้างจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเป็นกองทุนออมเงินเพื่อเกษียณแก่ลูกจ้างได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ รัฐบาลเพิ่งผ่านร่างกฎหมายการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่บังคับให้นายจ้างทุกรายต้องดำเนินการลงทะเบียนลูกจ้างทุกรายในกองทุนดังกล่าว แต่นายจ้างยังสามารถจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้อยู่ โดยหากนายจ้างเลือกที่จะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่ลูกจ้างเอง จะไม่ต้องลงทะเบียนลูกจ้างไปยัง กบช. 

ประโยชน์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

1. เป็นสวัสดิการและผลประโยชน์ที่นายจ้างสามารถเสนอลูกจ้างได้

2. สร้างแรงจูงใจให้กับลูกจ้างเพื่อทำงานต่อเนื่องให้กับองค์กรไปจนเกษียณอายุ

3. สร้างความมั่นคงแก่ลูกจ้างภายหลังเกษียณอายุ

ข้อควรคำนึงเมื่อนายจ้างจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

1. การกำหนดแนวนโยบายการบริหารจัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดการและสามารถตรวจสอบได้ โดยนายจ้างต้องเตรียมระบบที่เชื่อมโยงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับฐานข้อมูลทรัพยากรบุคคลของบริษัท

2. ต้องมีการประเมินฐานข้อมูลของลูกจ้างอยู่เสมอ การวิเคราะห์ฐานข้อมูลดังกล่าวทำให้นายจ้างสามารถวางแผนนโยบายในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาด้านการออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. นายจ้างต้องนำเสนอช่องทางและเครื่องมือดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้สมาชิกสามารถเปลี่ยนแผนการลงทุน เปลี่ยนอัตราการสะสม หรือตัดสินใจออมต่อ (คงเงิน) ภายหลังเกษียณอายุ เครื่องมือดิจิทัล เช่น Mobile application และ Web เป็นต้น

4. นายจ้างมีหน้าที่ออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างดุลยภาพในการตรวจสอบ (Check & Balance) ของการบริหารงานกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย

5. ข้อควรระวังเรื่องการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือ คณะอนุกรรมการจัดการลงทุนจะต้องมีความเป็นอิสระจากนายจ้างและมีการบริหารงานกองทุนเพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

6. นายจ้างอาจมีการตั้งคณะอนุกรรมการสมาชิกสัมพันธ์ (Members relation) โดยเฉพาะเพื่อดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการสื่อสาร และอำนวยความสะดวกของลูกจ้าง

7. นายจ้างต้องสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่านายจ้างมีระบบที่มีความน่าเชื่อถือในการส่งเงินสมทบ และส่งเงินสะสมของสมาชิกอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และตรงเวลา


ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

บทความอื่น ๆ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับการปรับตัวในช่วง COVID-19

ปี 2564 ได้ล่วงผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เพื่อนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) หลายท่านอาจเริ่มหันกลับมาทบทวนการออมเงินและการลงทุนของตัวเองว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้และเข้าใกล้เป้าหมายการเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุมากน้อยแค่ไหน 


กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับทางเลือกในการออมภาคบังคับ

การมีระบบการออมภาคบังคับจะช่วยตอบโจทย์การเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ของไทย และบรรเทาปัญหาเรื่องคนไทยขาดการวางแผนทางการเงินและมีเงินเก็บไม่เพียงพอยามเกษียณ 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับสถานการณ์โควิด-19

ตามที่ทราบกันดีว่า ปี 2564 เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงอายุ (Aging Society) สู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) 

ดูทั้งหมด