เคยสังเกตมั้ยว่า....
เวลาที่เราเก็บสะสมเงินไปเรื่อย ๆ ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยและเงินของเราไม่ค่อยเติบโตขึ้นเท่าไหร่
.
.
.
แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เงินเติบโตได้มากกว่านี้อีก?
คำตอบก็คือ “เราต้องลงทุน” และ “รีบลงทุนให้เร็วที่สุด”
แน่นอนว่าคำตอบด้านบน หลายคนน่าจะพอรู้ ๆ กันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนอยากรู้มากกว่านั้นคือ เราควรจะลงทุนอะไรดีล่ะ... ในเมื่อโลกของการเงินการลงทุนมีตัวช่วยการลงทุนให้เลือกมากมายให้เราเลือกใช้จนเลือกไม่ถูก แต่เชื่อไหมว่า... ในบรรดาตัวช่วยการลงทุนทั้งหลาย มีตัวช่วยการลงทุนประเภทหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม ทั้ง ๆ ที่เป็นสวัสดิการพิเศษด้านการออมที่มีให้เฉพาะบางบริษัทเท่านั้น บริษัทที่เป็นนายจ้างใจดีช่วยเราเก็บเงิน เป็นตัวช่วยที่บังคับให้เราออมเงินเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แถมยังได้เงินเพิ่มจากนายจ้างในทุก ๆ เดือน เป็นโอกาสในการสร้างเงินไว้ใช้ในยามเกษียณอายุ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้
และตัวช่วยการออมที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็คือ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund”
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ เงินของกองทุนนี้จะแบ่งเป็นเงินที่ลูกจ้างเลือกแบ่งออมจากเงินเดือนเรียกว่า “เงินสะสม” และเงินที่นายจ้างช่วยจ่ายเพิ่มเข้ากองทุนอีกแรง เรียกว่า “เงินสมทบ”
ในส่วนของเงินสมทบนี่แหละ...
ที่เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ...
เพราะเปรียบเสมือนเราได้เงินเพิ่มพิเศษจากที่ทำงานในทุก ๆ เดือน
เงินทั้งสองส่วนที่ออมเข้ากองทุนจะมีบริษัทจัดการกองทุนนำไปบริหารจัดการเพื่อให้เกิดดอกผลต่อไป กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นสวัสดิการรูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้พนักงานมีเงินออมยามเกษียณ และยังเป็นสวัสดิการช่วยจูงใจให้ลูกจ้างอยากอยู่กับนายจ้างนานยิ่งขึ้น
อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วหลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้คุ้มค่าจริงไหม หรือคุ้มได้มากกว่านี้อีกหรือเปล่า ฉะนั้นอย่ารอช้า เรามาดู 4 ความคุ้มค่าเมื่อลงทุนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกัน
1. ไม่มีการออมรูปแบบใดที่ได้นายจ้างมาช่วยออมเหมือนกองทุนสำรองเลีัยงชีพ : เมื่อเราออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้เพิ่มซึ่งเงินส่วนนี้เปรียบเสมือนเราได้เงินเพิ่มจากนายจ้างมาพิเศษ นอกเหนือจากเงินเดือน โบนัส และโอที เพราะฉะนั้น ใครที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และไม่อยากพลาด โอกาสการได้รับเงินเพิ่มฟรี ๆ จากนายจ้างแบบนี้ ก็ต้องไปลงทุนแล้ว!
2. เลือกนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทำกำไรได้ : นโยบายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดีของบริษัท จะมีตัวเลือกหลากหลายให้แก่สมาชิกเลือกลงทุนสอดล้องตามอายุ ความต้องการ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ (Employee’s choice) เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ กองอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งมีมืออาชีพมาบริหารเงินตามนโยบายที่เลือกไว้
3. มีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณอายุ : ด้วยการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายคือการมีเงินเกษียณ มีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือน เป็นการสร้างวินัยการลงทุนที่เก็บก่อนใช้ โอกาสการสร้างเงินก้อนก็อยู่ไม่ไกล โดยเฉพาะกับคนที่เริ่มต้นไวกว่า ก็มีโอกาสได้เงินก้อนที่มากกว่า
4. ใช้ลดหย่อนภาษีได้ : เพราะเรื่องภาษีไม่ใช่เรื่องเล็ก! นอกจากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอีกสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจคือ การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเงินสะสมที่เราออมเข้ากองทุนสามารถนำไปลดภาษีเงินได้สูงสุด 500,000 บาท หรือไม่เกิน 15% ของรายได้
เราสามารถเลือกออมได้ที่ 2% - 15% ของรายได้ โดยนายจ้างจะสมทบให้ในอัตรา 2% - 15% ของรายได้เช่นกัน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและเงื่อนไขแต่ละบริษัท โดยหลายคน เมื่อฝ่ายบุคคลนำแผนการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาให้เลือกว่าจะแบ่งออมกี่ % ส่วนใหญ่มักจะเลือกออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 2% - 5% ของรายได้เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราขั้นต่ำในการสะสมเงินของบริษัทหลายแห่ง เนื่องจากยังไม่เห็นประโยชน์หรือมูลค่าของจำนวนเงินในการลงทุนระยะยาว
แต่ถ้าเรามาพิจารณากันดี ๆ การเลือกออมตามสิทธิสูงสุดต่างหากที่คุ้มค่ามากที่สุดและสร้างจำนวนเงินเกษียณที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล