การได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เสียชีวิต

SHARE

การได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อเสียชีวิต

นอกจากรัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่สมาชิกที่นำเงินออกจากกองทุนตามเงื่อนไขแล้ว นั่นคือ ลาออกจากงานตอนมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและเป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกันแล้วการยกเว้นภาษียังครอบคลุมถึงการสิ้นสมาชิกภาพกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิตด้วย

กรณีที่สมาชิกกองทุนเสียชีวิต ผู้จัดการกองทุนจะต้องจ่ายเงินกองทุนให้แก่ “ผู้รับผลประโยชน์” ที่สมาชิกระบุไว้ในหนังสือผู้รับประโยชน์ ซึ่งหนังสือผู้รับประโยชน์ตามกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเปรียบเสมือนพินัยกรรมตามประมวลแพ่งและพาณิชย์  หากสมาชิกระบุผู้รับประโยชน์ไว้ทั้งในหนังสือผู้รับประโยชน์และพินัยกรรมโดยระบุเป็นคนละคนกัน ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนคือ คนที่สมาชิกระบุไว้ในหนังสือผู้รับประโยชน์หรือพินัยกรรมที่ลงวันที่ล่าสุด

จำนวนเงินที่ผู้รับผลประโยชน์จะได้รับขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะกำหนดให้กองทุนจ่ายเงินทั้ง 4 ส่วน คือ เงินสะสม ผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินสมทบ ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์

ทั้งนี้ หากสมาชิกกองทุนไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ หรือระบุไว้แต่บุคคลนั้นเสียชีวิตแล้ว กฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินกองทุนให้แก่บุคคล 3 กลุ่มตามสัดส่วน ดังนี้ 


อย่างไรก็ดี หากบุตร หรือสามีหรือภรรยา หรือบิดาหรือมารดา กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสียชีวิตแล้ว กลุ่มที่เหลือที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิได้รับเงินตามส่วนที่กำหนดไว้เช่นเดิม 

ตัวอย่างที่ 3 นาย C เสียชีวิต โดยภรรยาและบุตร 1 คน ยังมีชีวิตอยู่ (บิดามารดาเสียชีวิตแล้ว) หากนาย C มีสิทธิได้รับเงินกองทุนจำนวน 3,000,000 บาท  บุตรของนาย C จะได้รับเงิน 2,000,000 บาท (2 ส่วน) และภรรยาได้รับ 1,000,000 บาท (1 ส่วน)

ตัวอย่างที่ 4 นาง D เสียชีวิต โดยบิดามารดา และบุตร 4 คน ยังมีชีวิตอยู่ (สามีเสียชีวิตแล้ว) หากนาง D มีสิทธิได้รับเงินกองทุนจำนวน 3,000,000 บาท  บุตรของนาง D ทั้ง 4 คน จะได้รับเงินรวมกัน 2,250,000 บาท (3 ส่วน)  และบิดามารดาได้รับ 750,000 บาท (1 ส่วน)

อย่างไรก็ดี หากบุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว (บุตร สามีหรือภรรยา บิดาหรือมารดา) เสียชีวิตแล้ว และสมาชิกไม่มีทายาทตามกฎหมายแล้ว เงินกองทุนของสมาชิกทั้งหมดจะต้องตกเป็นเงินของกองทุน